เมียน้ำตาร่วง เพิ่งด่าผัวเรื่องเมา ก่อนพบศพแขวนคอหน้าหมู่บ้าน

เมียน้ำตาร่วง เพิ่งด่าผัวเรื่องเมา ก่อนพบศพแขวนคอหน้าหมู่บ้านเมื่อช่วงบ่าย ของวันนี้ (30 ม.ค.60) ที่ผ่านมา ศูนย์วิทยุ 191 สภ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่ามีคนผูกคอตายใต้ต้นไม้ ปากทางเข้าโรงเรียนบ้านโนนแท่น ต.โพนครก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย อ.ท่าตูม รุดไปถึงที่เกิดเหตุ พบศพชายไทยผูกคอตายด้วยผ้าขาวม้า สภาพศพ สวมเสื้อยืดสีขาว และกางเกงขาสั้นสีขาว สวมรองเท้าแตะ ข้างๆผู้ตายพบรถเก๋ง สีขาว ยี่ห้อนิสสัน รุ่น มาร์ช หมายเลขทะเบียน กษ.4652 สุรินทร์ จอดอยู่

เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย อ.ท่าตูม จึงได้พากันแก้มัดผ้าขาวม้าออกจากกิ่งไม้ จากการค้นดูในรถ ไม่พบอะไรเลยนอกบัตรประชาชนของผู้ตาย ทราบชื่อต่อมาภายหลัง คือนายอุทัย อายุ 32 ปี

จากการสอบถามนางเพ็ญประภา อายุ 20 ปี ภรรยา เปิดเผยว่า ตนเองกับนายอุทัย สายแสน อยู่กินกันมากว่า 4 ปีแล้ว มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน เพิ่งอายุได้เพียง 2 ขวบ ก่อนเกิดเหตุตนกับสามี เดินทางกลับจากรับจ้างที่ จ.ระยอง ขับรถมาเพิ่งมาถึงช่วงเช้าที่ผ่านมา พอมาถึงสามีก็กินแต่เหล้า และมีปากเสียงกันเล็กน้อย

ปรากฏว่า อุทัย ผู้เป็นสามีเกิดความไม่พอใจ จึงได้สั่งเสียกับตนเองว่า “ถ้าฉันตายไม่ต้องไปตามฉัน ฉันจะไปหาพ่อหาแม่ฉันจังหวัดอุดร” ว่าแล้ว นายอุทัย ก็ขับรถออกจากบ้านภรรยา เหมือนกับตั้งใจมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดที่ จ.อุดร แต่แล้วมากลายเป็นศพ ผูกคอตายหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านสมสะอาด และตรงทางแยกเข้าโรงเรียนบ้านโนนแท่นวิทยา

พ.ต.ต.ชัยยงค์ ศรีศิลป์ ร้อยเวร สภ.ท่าตูม และแพทย์เวร รพ.ท่าตูม ได้ร่วมกันตรวจสอบที่เกิดเหตุ และชันสูตรพลิกศพ ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยต่อสู้กัน หรือทำร้ายแต่อย่างใด จึงได้เรียกญาติมาสอบถาม ถึงสาเหตุการที่ นายอุทัย คิดสั้นครั้งนี้ คาดว่าน่าจะเกิดจากเกิดอาการมึนเมา ประกอบกับอาจจะมีความน้อยอกน้อยใจ จึงคิดสั้นเช่นนี้

ช่างซ่อมแอร์ไม่เย็น จู่ๆ คอมเพรสเซอร์ระเบิดตู้ม หวิดขาขาด

ช่างซ่อมแอร์ไม่เย็น จู่ๆ คอมเพรสเซอร์ระเบิดตู้ม หวิดขาขาด(30 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.45 น. ร.ต.อ.ชุมพล ทรงงาม รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีเหตุคอมเพรสเซอร์แอร์ระเบิดมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่เกิดเหตุภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง หมู่ที่ 14 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย หน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลง รถกู้ชีพ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ในที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมชั่วคราวบริเวณด้านหลังห้องพักที่ H18 พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายเป็นชายซึ่งเป็นช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำโรงแรมทราบชื่อนายเฉลิมเกียรติ อายุ 48 ปี ถูกแรงระเบิดของคอมเพรสเซอร์ระเบิดใส่มีบาดแผลฉีกขาดที่ต้นขาด้านซ้าย และผิวหนังไหม้เกรียมหลายแห่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส หน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลงทำการปฐมพยาบาลก่อนให้รถกู้ชีพรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเฉลิม นำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ให้ความช่วยเหลือขณะที่ข้างกันพบเครื่องมือช่าง อุปกรณ์เชื่อมท่อแอร์และชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ปนเลือดกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

นายธีรเดช อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับของรีสอร์ท เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บได้เข้าไปซ่อมแซมเครื่องปรับอากาศที่ห้องดังกล่าวเพราะแอร์ไม่เย็นโดยทำเพียงคนเดียว ทันใดนั้นตนเองคาดว่าน่าจะเกิดการเชื่อมที่คอมเพรสเซอร์ด้านหลังจนเกิดเสียงดังสนั่นขึ้น 1 ครั้ง จนผู้พักอาศัยและคนงานก่อสร้างข้างกันต่างวิ่งออกมาดูก็พบผู้ได้รับบาดเจ็บนอนร้องโอดโอยจึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประสานหน่วยกู้ภัยให้ความช่วยเหลือ

ร.ต.อ.ชุมพล ทรงงาม รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดพร้อมจะได้สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เพื่อหาสาเหตุการระเบิดที่แท้จริงต่อไป

รถทัวร์ จนท.สหกรณ์พัทลุงเสียหลักคว่ำอ่างทอง ตาย 4 เจ็บ 18

รถทัวร์ จนท.สหกรณ์พัทลุงเสียหลักคว่ำอ่างทอง ตาย 4 เจ็บ 18เกิดเหตุรถทัวร์เจ้าหน้าที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง เดินทางกลับจากภูชี้ฟ้าเชียงราย ยางระเบิด เสียหลักพลิกคว่ำที่อ่างทอง ตาย 4 บาดเจ็บ 18 คน

เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 29 ม.ค. ร.ต.ท.จักรี พันเอ็ด รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุ รถทัวร์พลิกคว่ำบริเวณ ถนนสายเอเชีย (ขาเข้ากรุงเทพ) เชิงสะพานข้ามคลองบางแก้ว หมู่ 4ตำบลบ้านรี เชื่อมต่อ หมู่ 9 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บติดภายในรถทัวร์จำนวนหลายราย จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุพิศ แจ้งสว่าง รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอ่างทอง เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิพุทไธสวรรย์ เจ้าหน้าที่ ป่อเต็กตึ้ง เจ้าหน้าที่วีอาร์กู้ภัย และแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลอ่างทองในที่เกิดเหตุถนนสายเอเชีย เชิงสะพานข้ามคลองบางแก้ว พบรถทัวร์ บริษัท สำรวยทัวร์ หมายเลขทะเบียน 32-1250 กรุงเทพมหานคร พลิกคว่ำอยู่ ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกส่งโรงพยาบาลอ่างทองเพื่อทำการรักษาตัวอย่างเร่งด่วนและได้ใช้เครื่องมือตัดถ่างทำนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่รถออกจากซากรถทัวร์

เบื้องต้นพบว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จำนวน 3 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอ่างทอง ในเวลาต่อมา อีก 1 คน รวมมีผู้เสียชีวิตแล้ว จำนวน 4 ราย และทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอ่างทอง จำนวน 18 คน ผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 ราย ชื่อ นางทินากร เกิดผล อายุ 46 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คนประกอบด้วย 1. นางสาวภัทรวรินทร์ จันทร์ภู่ 2. นายจรัญ ดวงแก้ว 3. นางสาว ณัฐนันชนา สมุทเสนีโต รวมมีผู้เสียชีวิต จำนวน 4 ราย

รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวที่โรงพยาบาลอ่างทอง ได้แก่

1.นางสาวขวัญหทัย สุจิตรกุล อายุ 42 ปี 2.นาย สโชต ตองอุบล อายุ 44 ปี 3.นาบวีชัย ราชลง อายุ 54 ปี 4.นางยาใจ เกิดสกุล อายุ 51 ปี 5.นางสุจิน แก้วทอง อายุ 48 ปี 6.นายประภาส เพชรสงค์ อายุ 54 ปี 7. นางฉะเฝาะ บุญชู อายุ 46 ปี 8.นางมาลัย ตุลยนิษก์ อายุ 47 ปี 9. นายจรูญ เพ็งมี อายุ 55 ปี 10 .นางสาว สุกัญญา แทบคล้าย อายุ 27 ปี 11.นางมนทิรา มีแสง อายุ 55 ปี 12.นางสาว อัญชิสา คงแก้ว อายุ 19 ปี 13.นางมยุรี ดวงแก้ว อายุ 51 ปี 14.นางละออง เรืองอินทร์ อายุ 52 ปี 15. นางกาญจนา สุขทอง อายุ 42 ปี 16. นางธัญพร เลิศแก้ว อายุ 42 ปี 17.นางหทัยรัตน์ ขุนอินทร์ อายุ 40 ปี 18.นางกัลยา รักงาม อายุ 49 ปี

ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น นายชัชวาล กลาง อายุ 41 ปี คนขับรถทัวร์ ให้การว่า ได้รับผู้โดยสารที่เป็นเจ้าหน้าที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง และคณะ จำนวน 44 คน เดินทางจากจังหวัดพัทลุง ไปภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย แล้วเดินทางกลับเพื่อเข้ากรุงเทพ และมาประสบอุบัติเหตุบริเวณเชิงสะพาน เนื่องจากยางล้อหน้าระเบิด ประกอบกับถนนอยู่ระหว่างการก่อสร้างเลนในสุดทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้แล้วเกิดพลิกค่ำทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการบันทึกร่องรอยของการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมสอบสวนพยานที่เดินทางมากับรถทัวร์ เพื่อหาสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุที่น่าสะเทือนใจครั้งนี้ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

กระทืบเลือดอาบ หนุ่มแชทจีบสาว ตามมาจะข่มขืนถึงห้อง

พลเมืองดีประชาทัณฑ์หนุ่มหื่น หลังมาหาสาวที่แชทคุยถึงห้อง พยายามบุกเข้าไปข่มขืน เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อหา ฝ่ายหญิงบอกว่าหน้าตาไม่เห็นเหมือนในรูปโปรไฟล์

กระทืบเลือดอาบ หนุ่มแชทจีบสาว ตามมาจะข่มขืนถึงห้องเมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) พ.ตท.ปวัชร์ชัย สุดสคร รอง ผกก.ป.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาก่อเหตุพยายามลักทรัพย์และข่มขืนหญิงสาวไว้ได้ บริเวณลานจอดรถหน้าร้านเอ็กซ์สปีด สาขาพัทยา ริมถนนพัทยาสาย 3 ย่านพัทยาเหนือ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบพลเมืองดีกำลังรายล้อมผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในสภาพศีรษะแตก เลือดไหลอาบร่าง ทราบชื่อต่อมาคือ นายเอกชัย พิมพา อายุ 27 ปี เป็นชาว จ.สมุทรปราการ โดยมี น.ส.อุไรวรรณ อายุ 23 ปี ผู้เสียหายชี้ให้จับกุม ก่อนให้การว่า รู้จักกับนายเอกชัย ผ่านแอพฯ บีทอล์คได้ไม่ถึงเดือน และเมื่อ 5 วันก่อน นายเอกชัย เดินทางมาหาตนที่ห้องพักที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง

แต่เมื่อตนได้เห็นหน้าและตัวจริง ปรากฏว่าไม่เหมือนกับภาพที่เห็นในระหว่างที่แชทคุยกัน เพราะรูปโปรไฟล์จะดูดีและหล่อกว่านี้ ตอนแรกตนไม่ยอมให้เข้าห้อง แต่ นายเอกชัย พยายามอ้อนวอนว่าขอนอนแค่คืนเดียวแล้วจะไป ด้วยความสงสารตนจึงให้นอนที่พื้นห้อง แต่ไม่ได้มีอะไรกัน

จนกระทั่งวันนี้ นายเอกชัย มาหาตนที่ห้องอีกครั้ง ก่อนจะใช้กำลังพยายามบุกเข้ามาในห้อง เพื่อหวังจะทำร้ายและข่มขืนตนเอง ตนจึงตะโกนให้คนที่อยู่ข้างห้องช่วยเหลือ นายเอกชัย จึงตกใจและรีบวิ่งหนีออกไปจากห้องพัก จนพลเมืองดีที่ได้ยินเหตุการณ์ช่วยกันจับไว้ได้ ก่อนรุมสกรัมทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ภายหลังการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัว นายเอกชัย ไปสอบปากคำเพิ่มเติม เบื้องต้นได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จะทำอะไรหญิงสาวแต่อย่างใด เพียงแค่มาหาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราเอาไว้ก่อน

ผอ.เขตพระนคร เสียชีวิตแล้ว หลังวูบตอนออกกำลังกายวันพุธ

ผอ.เขตพระนคร เสียชีวิตแล้ว หลังวูบตอนออกกำลังกายวันพุธผู้อำนวยการเขตพระนคร เสียชีวิตลงอย่างสงบ หลังเกิดอาการวูบหมดสติ ขณะนำข้าราชการออกกำลังกายหลังเลิกงานวันพุธ พบอาการหัวใจวาย

ความคืบหน้ากรณี นายประเมิน ไกรรส ผู้อำนวยการเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีอาการล้มวูบหมดสติลงไป เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) หลังจากที่นำข้าราชการและลูกจ้างเขตพระนคร ออกกำลังกายตามนโยบายออกกำลังกายทุกเย็นวันพุธ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ล่าสุดทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้แจ้งว่า นายประเมิน ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ หลังจากได้รับตัวเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤตเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ โดยมีอาการหัวใจวาย เลือดหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เนื่องจากภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน แพทย์พยายามสลายลิ่มเลือดที่อุดตัน พร้อมกับเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด สำหรับรายละเอียดการเสียชีวิตนั้น ทางทีมแพทย์จะมีการชี้แจงให้ทราบต่อไป

ขณะที่บุคคลใกล้ชิดยืนยันว่า นายประเมิน ไม่เคยมีอาการของโรคประจำตัวมาก่อน ปกติก็ยังออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้โดยทั่วไป ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้น นายประเมิน ได้ร่วมเล่นกีฬาฟุตบอลเพื่อออกำลัง กระทั่งผ่านไปราวๆ 20 นาที นายประเมินถึงมีอาการล้มวูบลงไปดังกล่าว

ป้าๆ ชาวจีนรวมตัวห่อเกี๊ยวกว่าหมื่นชิ้นในค่ายทหาร ต้อนรับตรุษจีน

ป้าๆ ชาวจีนรวมตัวห่อเกี๊ยวกว่าหมื่นชิ้นในค่ายทหาร ต้อนรับตรุษจีนสื่อประเทศจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา บรรดาคุณป้า คุณอา ภรรยาทหาร และอาสาสมัครต่างๆ กว่าร้อยคนในเมืองเฮยเหอ มณฑลเฮยหลงเจียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่เป็นชายแดนระหว่างประเทศจีนกับรัสเซีย ต่างมารวมตัวร่วมกันห่อเกี๊ยวกับเหล่าทหารชายแดนในค่ายทหาร ต้อนรับตรุษจีน ซึ่งห่อกันอยู่นาน 3 ชั่วโมง ได้เกี๊ยวกว่าหมื่นชิ้น

เนื่องจากเกี๊ยวที่ทำมีจำนวนมากเกิน เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการเก็บไว้ทาน บรรดาทหารจึงช่วยกันนำเกี๊ยวนั้นไปแช่แข็ง โดยเอาไปวางผึ่งไว้กลางลานกว้าง ด้วยสภาพอากาศที่หนาวจัดอุณหภูมิต่ำถึงติดลบ 30 กว่าองศาเซลเซียส ทำให้เกี๊ยวที่ช่วยกันห่อจำนวนมากนั้นกลายเป็นเกี๊ยวแช่แข็งในเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ตามรายงานระบุว่า ช่วงใกล้ถึงวันตรุษจีนของทุกปี ชาวบ้านในเมืองเฮยเหอจะมารวมตัวกันที่ค่ายทหารแล้วร่วมกันห่อเกี๊ยว ทำเหนียนเยี่ยฟ่าน (年夜饭) หรืออาหารค่ำของคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ทั้งนี้ หลังจากทำเกี๊ยวเสร็จ บรรดาป้าๆ ก็จะทยอยกันไปตรวจดูเกี๊ยวที่นำไปวางแช่แข็งตามธรรมชาติ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

ไม่น่าเลยจริงๆ ! จับหนุ่มพิการคารถเข็น โทษฐานค้ายาบ้า

หลังจากเจ้าหน้าที่สายสืบเฝ้าจับตาอยู่นาน จนมั่นใจว่า หนุ่มพิการในร้านของชำแห่งนี้ค้ายาบ้า จึงได้ทำการล่อซื้อยาจากสองคู่หูพิการ หนีไม่รอดทั้งคู่ จับได้พร้อมของกลาง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองชัยนาทร่วมกับตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท ติดตามเข้าจับกุมตัวนายนิด (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ที่ร้านขายของชำภายในซอยย่าน ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท หลังจากที่ทำการล่อซื้อโดยค้นพบยาบ้าจำนวน 9 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในขาเทียมข้างขวาของนายนิด และจับกุมผู้ต้องหาอีกคนในที่เดียวกัน คือนายนัน (นามสมติ) อายุ 35 ปี ชายพิการแขนขาอ่อนแรง ซึ่งเป็นผู้ขายที่สั่งให้นายนิดไปส่งยาบ้าให้กับสายสืบ ซึ่งยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันขายยาบ้าให้กับวัยรุ่นในชุมชนมาหลายเดือนแล้ว

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ได้ให้สายสืบเฝ้าติดตามพฤติกรรมของชายพิการทั้งสองคนมาประมาณ 3 เดือน จนเป็นที่แน่ชัด จึงได้ทำการล่อซื้อยาบ้าจากนายนัน โดยนัดส่งมอบกันในวันนี้ เมื่อถึงเวลานัดก็พบว่านายนิด เพื่อนร่วมขบวนการเป็นผู้มาส่งยาบ้า เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตามมาจนจับตัวได้ทั้งคู่

ซึ่งในการจับกุมครั้งนี้ได้สร้างความทุลักทุเลให้กับเจ้าหน้าที่พอสมควร เพราะนายนันเป็นผู้พิการที่ต้องนั่งรถเข็นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในการนำตัวไปส่งพนักงานสอบสวนต้องช่วยกันหามถึง 4 คนจึงนำตัวขึ้นรถได้ไม่น่าเลยจริงๆ ! จับหนุ่มพิการคารถเข็น โทษฐานค้ายาบ้า

เผาแล้ว! ศพทอมสาวโดนอุ้มฆ่า ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัย

เผาแล้ว! ศพทอมสาวโดนอุ้มฆ่า ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยครอบครัว น.ส.สุภัคสรณ์ สาวทอมโดนอุ้มฆ่า ร้องไห้เสียใจหนักในวันฌาปนกิจ น้องชายบวชอุทิศส่วนกุศล ด้านเพื่อนเผยทอมสาวเข้าฝันขอให้ร้องเพลง “แผลเก่า”

จากกรณีที่ น.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง หรือหญิง สาวทอมถูกอุ้มฆ่าฝังดิน จากปมเรื่องชู้สาวกับ น.ส.กรรณิกา กรุมรัมย์ โดยมี พ.ต.อ. อำนวย พงษ์สวัสดิ์ ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นผู้จ้างวานและบงการฆ่า ส่วนศพของผู้ตายนั้น นายบุญชู พลไธสง และนางสมพิศ ตรัยจันทร์แดง ผู้เป็นบิดา-มารดา ได้มารับไปเพื่อบำเพ็ญกุศลยัง วัดคลองเจริญบุญ บ้านคลองอีแตก อ.เมือง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นวันกำหนดฌาปนกิจศพ น.ส.สุภัคสรณ์ นั้น มีนายฐานิสร์ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย เป็นประธานในพิธี ซึ่งในงานเต็มไปด้วยญาติ เพื่อนฝูง และคนรู้จัก ซึ่งน้องชายของ น.ส.สุภัคสรณ์ ได้บวชหน้าไฟให้พี่สาวเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลหลังผู้เป็นพี่ต้องจากไปโดยไม่มีวันกลับ

โดยหลังจากเคลื่อนศพ น.ส.สุภัคสรณ์ ขึ้นสู่เมรุ บรรดาเพื่อนๆ ที่ร้านอาหารอีสานหมู่เฮา ที่น้องหญิงทำงานเป็นนักร้อง สวมชุดพื้นบ้านมาร่วมเซิ้งหน้าศพ เป็นการส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุคติด้วย อีกทั้งยังได้มีการเปิดเพลงของจินตรา พูนลาภ ซึ่งเป็นเพลงที่น้องหญิงชอบร้องในห้องอาหารด้วย

สำหรับบรรยากาศในงานศพ น.ส.สุภัคสรณ์ เต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยผู้เป็นบิดา-มารดา ต่างร่ำไห้ด้วยความคิดถึงลูกสาวตลอดเวลา ขณะเดียวกันมีการเปิดเผยจากเพื่อนสนิทผู้ตายว่า น.ส.สุภัคสรณ์ มาเข้าฝันขอให้ร้องเพลงแผลเก่าเป็นครั้งสุดท้าย แต่เนื่องจากทางญาติไม่ได้เตรียมการไว้จึงไม่มีโอกาสร้องให้ฟังในครั้งนี้

นศ.หนุ่มตกใจ เจอหมายเรียกโกงสอบนายสิบ ทั้งที่สอบตก

นศ.หนุ่มตกใจ เจอหมายเรียกโกงสอบนายสิบ ทั้งที่สอบตกหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รู้สึกตกใจหลังได้รับหมายเรียกเข้าให้ปากคำ กรณีการทุจริตสอบนายสิบ ทั้งที่สอบไม่ผ่าน ยันไม่เกี่ยวข้องใดๆ แต่ก็พร้อมจะไปให้ปากคำ

(21 ม.ค.) นายเกม (นามสมมติ) อายุ 19 ปี หนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นชาว จ.มหาสารคาม ได้ออกมาเปิดเผยภายหลังได้รับหมายเรียกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ให้เข้าพบเพื่อให้ถ้อยคำ

จากกรณีตกเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการทุจริตสอบนายสิบที่ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จากการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ จำนวน 1,000 อัตราที่มีการจัดสอบไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กระทั่งได้ตรวจพบการทุจริตในภายหลัง

นายเกม เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับหมายเรียกทั้งตัวเองและครอบครัวก็รู้สึกตกใจและวิตกกังวลมาก เพราะในชีวิตไม่เคยกระทำผิดและไม่เคยได้รับหมายเรียกเลย แต่ยอมรับว่าตนเองได้สมัครเข้าสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจจริง โดยเข้าสอบที่สนามสอบบางนา แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบอย่างแน่นอน

สำหรับที่ถูกออกหมายเรียกในครั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นการสุ่มเรียกตามหมายเลขผู้เข้าสอบ ซึ่งเลขที่นั่งสอบของตนเองอาจจะอยู่ใกล้กับกลุ่มที่มีการลอกข้อสอบหรือทุจริตสอบ ตนเองก็พร้อมที่จะเดินทางไปให้ถ้อยคำตามหมายเรียกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

แต่สิ่งที่กังวลในตอนนี้ คือนอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางไปให้ถ้อยคำแล้ว ยังกลัวว่าการถูกออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทำให้ตนเองเสียสิทธิ์ในการสมัครสอบครั้งต่อไปหรือไม่ จึงอยากวอนขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นายเกม ยังกล่าวด้วยว่า เหตุผลที่สมัครเข้าสอบคัดเลือกนักเรียนนายสิบตำรวจครั้งนี้ เพราะเป็นความใฝ่ฝันของตนเองและครอบครัวที่อยากจะให้เข้ารับราชการตำรวจ เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ประกอบกับครอบครัวมีฐานะยากจนพ่อแม่มีอาชีพค้าขายปลาทู หากลูกได้มีโอกาสเข้ารับราชการก็น่าจะมีฐานะที่มั่นคงมากขึ้น พ่อแม่จึงตัดสินใจนำเงินเก็บที่ได้จากการขายปลาทูจ่ายค่าโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม จำนวน 30,000 บาท เพื่อติวเข้มทักษะความรู้ความสามารถเหมือนกับการสอบบรรจุทั่วไป

กระทั่งถึงวันสอบก็เดินทางไปสอบตามปกติ ที่สำคัญเมื่อประกาศผลสอบแล้วตนเองก็ไม่ผ่านการสอบครั้งนี้ ทั้งตามกระแสว่ามีการเรียกเงินรายละ 300,000-500,000 บาท ครอบครัวคงไม่มีปัญญาจ่ายเงินมากขนาดนั้นได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุอะไรจึงมีชื่อถูกออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องสงสัยให้เข้าให้ถ้อยคำ

เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจตนก็พร้อมจะเดินทางไปให้ถ้อย แต่ต้องรอหมายเรียกครั้งที่สอง เนื่องจากหมายเรียกครั้งแรก เพิ่งส่งมาถึงบ้านเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา แต่ในหมายระบุให้เข้าให้ถ้อยคำวันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งเลยกำหนดไปแล้ว ซึ่งหากได้รับหมายอีกก็จะเดินทางไปตามหมายทันที

ดราม่าว่อน ตำรวจนำขบวนเก๋งคันหรู ฝ่าไฟแดงเชียงใหม่

ดราม่าว่อน ตำรวจนำขบวนเก๋งคันหรู ฝ่าไฟแดงเชียงใหม่ตำรวจเชียงใหม่ออกโรงแจง ดราม่าวิจารณ์ยับ ตำรวจนำขบวน “แลมโบร์กินี่” ฝ่าไฟแดงเฉย ชี้เป็นการอำนวยความสะดวกนำขบวนปกติ ที่ทำตามขั้นตอน-ขออนุญาตแล้ว

เกิดกระแสดราม่าในโลกโซเชี่ยลมีเดีย กรณีตำรวจจราจรนำขบวนรถหรูซูเปอร์คาร์ “แลมโบร์กินี่” ซิ่งฝ่าไฟแดงที่เชียงใหม่ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นอย่างมาก ด้านผู้บังคับบัญชาเผยเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานตามหน้าที่ถูกต้องในการร้องขออำนวยความสะดวกการจราจรตามขั้นตอนแล้ว

จากกรณีที่มีผู้ใช้เพจทางเฟซบุ๊กชื่อ Cm-Club.com ได้โพสต์ภาพขบวนรถหรูแลมโบร์กินี่ กำลังขับฝ่าไฟแดง และมีลักษณะของทางตำรวจจราจรขับรถนำขบวน ขับรถขวางทางให้ขบวนผ่านแยกไฟแดงบริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน ด้านหน้าทางเข้าอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า “เอาทั้งรถนำขบวน ทั้งฝ่าไปแดงเลยเหรอครับ พี่ฝูงกระทิง #ขับแลมไม่ติดไฟแดง เพราะซื้อตัวช่วยก็ได้เหรอ”

หลังจากนั้นก็มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา ทั้งต่อว่ากลุ่มเจ้าของรถหรูว่ามีเงินสามารถทำอะไรก็ได้ รวมทั้งต่อว่าการทำงานของทางจ้าหน้าที่ตำรวจที่อำนวยความสะดวกให้กับคนรวย ขณะเดียวกันก็มีกระแสตีกลับที่เข้ามาแสดงความเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำตามหน้าที่ ในการอำนวยความสะดวกการจราจรตามที่มีการร้องขอความช่วยเหลือไปทางตำรวจ ซึ่งเป็นปกติและถูกขั้นตอนตาม พรบ.จราจร ด้วย

ในเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า กรณีนี้เป็นการร้องขอมาจากทางกลุ่มผู้จัดคาราวานรถยี่ห้อดัง เพื่อมาท่องเที่ยวทางภาคเหนือ แต่ด้วยปริมาณรถที่มาร่วมงานเป็นคาราวานมีจำนวนหลายคัน จึงได้ร้องขอให้ทางตำรวจจราจรเชียงใหม่อำนวยความสะดวกการจราจรให้ เพื่อความปลอดภัยทางด้านจราจร และแก้ไขปัญหารถติดในเส้นทางที่ขบวนรถผ่าน ซึ่งก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย และ พรบ.จราจร ที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตำรวจไปทำงานรับใช้คนรวย แต่ทำไปตามหน้าที่ เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองใหญ่จะมีลักษณะของการร้องขอความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเป็นปกติ แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคาราวานท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม เป็นคณะ คาราวานของการจัดงาน และสินค้าทั้งของภาครัฐ และเอกชน

รวมไปถึงกรณีของคาราวานท่องเที่ยวรถยี่ห้อต่างๆ ทั้งรถยนต์ และจักรยานยนต์ ก็มีการร้องขอให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกทางด้านการจราจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบด้านจราจร และความปลอดภัยทั้งของผู้ที่ร้องขอและประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจราณาของทางเจ้าหน้าที่ตามความเหมาะสมว่าจะดำเนินการให้หรือไม่เป็นรายๆ ไป ส่วนกรณีนี้ก็ทำถูกต้องตามขั้นตอน และผ่านการพิจราณาของเจ้าหน้าที่ จึงไม่ทราบเหตุผลของผู้โพสต์ว่าต้องการอะไร แต่หากโพสต์หมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ในการทำงานก็อยากให้เข้าใจว่าตำรวจทำงานรับใช้ประชาชนทุกหมู่