ญาติฝ่ายหญิงเผยปมสลด ก่อนพ่อไลฟ์สดแขวนคอลูกน้อย

จากกรณีนายวุฒิสรรค์ อายุ 21 ปี ชาว จ.ภูเก็ต ก่อเหตุพา น้องเบต้า ลูกน้อยวัย 11 เดือน ไปแขวนคอบนชั้นดาดฟ้าในโรงแรมร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.3 ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยได้ไลฟ์สดวีดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วย ซึ่งหลังจากฆ่าแขวนลูกสาวตัวเองตายไม่นาน นายวุฒิสรรค์ก็ผูกคอตายตาม
ล่าสุด (25 เม.ย.) เมื่อเวลา11.10 น. ทางแม่ของนายวุฒิสรรค์พร้อมญาติของผู้ตายทั้ง 2 ฝั่ง เดินทางมารับศพสองพ่อลูกที่ห้องเก็บศพโรงพยาบาลถลาง จ.ภูเก็ต ไปบำเพ็ญพิธีกรรมทางศาสนา โดยศพของนายวุฒิสรรค์นั้น แม่ได้นำไปประกอบพิธีฝังตามศาสนาอิสลาม ที่กุโบร์มัสยิดบ้านนาใน(มุดดอกขาว) ต.เทพษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

จากการสอบถาม น.ส.จินดา มารดาผู้ตาย ทราบว่า ตนเองเป็นหม้าย มีบุตรชายเพียงคนเดียว อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งบุตรชาย และลูกสะใภ้ และขอไม่พูดอะไร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าลูกของตนผิดเองเท่านั้น

ส่วนศพของน้องเบต้า ได้มี น.ส.จิรานุช ผู้เป็นแม่ พร้อมครอบครัว เดินทางมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาพุทธโดยตั้งศพที่วัดศรีสุนทร อ.ถลาง.จ.ภูเก็ต ซึ่งบรรยากาศการรับศพเป็นไปด้วยความเศร้าโศก

ด้าน นายจรัล ตาของน้องเบต้า กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุนั้นลูกสาวได้เดินทางมาที่บ้านตน เนื่องจากถูกนายวุฒิสรรค์ทำร้ายร่างกายบีบคอแล้วจะเอามีดแทง แต่ลูกสาวตนสามารถเกลี้ยกล่อมผู้ตายให้ยอมได้ จนผู้ตายเผลอหลับลูกสาวจึงปรึกษาแม่นายวุฒิสรรค์ว่าจะทำอย่างไร แม่นายวุฒิสรรค์บอกให้ลูกสาวตนออกมาบ้านตนก่อน หวั่นจะถูกนายวุฒิสรรค์ฆ่าเอาเนื่องจากเมาน้ำกระท่อม บวกพิษแรงหึงหวงอย่างรุนแรงด้วย

ขณะที่ น.ส.สุภาพร พี่สาว น.ส.จิรานุช เปิดเผยว่า ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นเพราะความหึงหวงของฝ่ายชายเป็นหลัก และบวกกับความเจ้าชู้ของฝ่ายชายที่ชอบมีหญิงอื่นเป็นประจำ และชอบทำร้ายลูกติดภรรยา หลานชายวัย 5 ขวบ ของตนเสมอ เนื่องจากไม่ชอบพ่อของเด็กที่เป็นสามีเก่าของ น.ส.จิรานุช จนเป็นสาเหตุหลักในการทะเลาะกัน และน้องสาวก็มาปรึกษาตลอดว่าจะทำอย่างไร ซึงหลังจากทราบว่านายวุฒิสรรค์นำน้องเบต้าออกจากบ้านไป ก็ตามหากันตั้งแต่ตอนบ่ายแต่ถูกผู้ตายล่อหลอกตลอดเวลา ทำให้หาไม่พบ จนมาพบกลายเป็นศพแล้ว

ทั้งนี้ น.ส.จิรานุช ภรรยาของนายวุฒิสรรค์ และแม่น้องเบต้า กล่าวทั้งน้ำตาว่า อยากให้คนที่รักกันอย่าทำร้ายกันอย่างคู่ของตนเลย เพราะมันทำให้คนที่เกี่ยวข้องเสียใจทุกฝ่าย

เวทนา คนไทยขอเด็กต่างด้าวมาเลี้ยง ทำร้ายทารุณปล่อยหิวโซ

ชาวบ้านสุดทนแจ้งตำรวจและกู้ภัย ช่วยเด็กชาวกัมพูชา 8 ขวบ ถูกคนไทยที่รับมาเลี้ยงทารุณ

(25 เม.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 เม.ย. 60 ศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรบ่อวินได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีเด็กถูกทำร้ายร่างกายมีบาดแผลพุพองเต็มตัว พ.ต.อ.กรพัฒน์ หอมหวล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ่อวินสั่งการไปยัง ร.ต.ท.จักรกรี ชนะงาม รองสารวัตรปราบปราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคม จุดบ่อวิน เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบริเวณหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง หมู่ 3 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบ 2 พนักงานโรงงานเป็นผู้แจ้งและพบเด็กคนเด็กกล่าวเดินโซซัดโซเซมาพร้อมกับบาดแผลพุผองตามร่างกาย คล้ายถูกน้ำร้อนลวก และตามเนื้อตัวมีร่องรอยเหมือนถูกทำร้าย สภาพหิวโซ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านซื้อน้ำและขนม นมให้รับประทาน ถามเด็กจะกลับบ้านไหมไม่ตอบส่ายหน้าอย่างเดียว มีอาการหวาดกลัวตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามประชาชนบริเวณใกล้เคียงทราบว่า เด็กคนดังกล่าวชื่อ น้องฟ้า อายุ 8 ขวบ ซึ่งเป็นลูกของแรงงานชาวกัมพูชาได้ทิ้งไว้ และ นางสาวเตือนใจ อายุ 38 ปี ไปขอรับมาดูแล จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณนั้นทราบว่า มีการกักขังเด็ก บางครั้งก็ตีเด็กคนดังกล่าวเป็นประจำ จนชาวบ้านแถวนั้นเห็นทนไม่ได้พยายามหาทางช่วยเด็กหลายครั้ง

ในเบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนจะเรียก นางสาวเตือนใจ ไปสอบปากคำเพิ่มเติม โดยหน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคม จุดบ่อวิน ได้ประสานไปยังโรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่อทำการรักษาให้เด็กปลอดภัยเนื่องจากกลัวแผลติดเชื้อ และ เตรียมประสานไปยัง มูลนิธิปวีณาเพื่อรับไปดูแลต่อไป

ชายถูกตำรวจจับยิงปืนขึ้นฟ้า เผยแค่ยิงขู่คนที่เข้ามาทำร้าย

เมื่อเวลา 15.00 น. (25 เม.ย.) พ.ต.ท.ปวัชร์ชัย สุดสคร รอง ผกก.ป. สภ.เมืองพัทยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจรุดตรวจสอบเหตุใช้อาวุธปืนยิง เหตุเกิดภายในซอยอรุโณทัย ถนนพัทยากลาง ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ในที่เกิดเหตุห่างจากถนนพัทยาประมาณ 100 เมตรเข้าไปในซอย พบนายมนัส อายุ 52 ปี สภาพบริเวณหน้าผากแตก ศีรษะด้านหลังฟกช้ำ ตรวจสอบภายในรถยนต์โตโยต้าคัมมี่ สีดำเทา ทะเบียน ษฒ-716 กทม. จอดอยู่ ภายในรถพบปืนออโต้เมติก 1 กระบอก มีทะเบียน พร้อมลูกกระสุน 10 ลูกเจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดและควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.เมืองพัทยา

จากการสอบสวนนายมนัส เล่าว่า ขณะขับรถเข้ามาในซอยได้มีรถยนต์ขับแซงแล้วมาให้คำหยาบ ก่อนตนเองขับตามไปแล้วบอกว่าทำไมต้องพูดจาแบบนั้น แต่คนขับรถคนดังกล่าวซึ่งเป็นกะเทยยังด่ากลับมาอีก ตนเองท่าไม่ดีเพราะกะเทยคนดังกล่าวพยายามหาอะไรในรถไม่รู้

ในขณะที่ตนกำลังเดินกลับรถได้มีวิน จยย.มาจากไหนไม่รู้เอาหมวกกันน็อคมาตีเข้าที่ใบหน้าและศีรษะจนตนได้รับบาดเจ็บตนจึงกลับไปที่รถ นอกจากนั้นวินยังบอกว่าทำไรพี่กู และ วิน จยย.ยังไม่ยอมหยุดตามมาใช้หมวกกันน็อคตีตนที่รถ ตนจึงหยิบปืนกับแม็กกระสุนที่อยู่คนละที ก่อนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด วิน จยย.เห็นถ้าไม่ดีรีบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกะเทยคนดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวมาสอบสวนพบว่าอาวุธดังกล่าวมีทะเบียนถูกต้อง แต่ยิงปืนในที่สาธารณะเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ฮือฮา เด็กเล่นน้ำเหมือนถูกดึงขา ดำไปดูเจอรูปปั้นเจ้าแม่นาคี

ชาวบ้านฮือฮา รูปปั้นเก่าแก่โผล่ขึ้นลำน้ำชีขอนแก่น ชาวบ้านแห่กราบไหว้ขอโชคลาภกันอย่างเนืองแน่น เชื่อว่าเป็นพระนางอุมาราวดี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด

สืบเนื่องจากเฟซบุ๊ค บุญตา สุดโต ได้ลงข้อความในโลกโซเชียลว่า พบพระพุทธรูปมีพญานาคปกป้องคุ้มครอง 1 องค์ ได้นำขึ้นมาจากลำน้ำชี ในเขตพื้นที่บ้านชีวังแคน หมู่ 13 ต.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรนี จ.ขอนแก่น ซึ่งได้นำมาตั้งบวงสรวงอยู่ในวัดป่าสวรรค์คงคาราม จึงได้ไปตรวจสอบในสถานที่ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าตรงหน้าอุโบสถ มีชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันมาดูและกราบไหว้อย่างเนืองแน่นตลอดเวลา โดยด้านหน้าอุโบสถจะเขียนว่า “ขอเชิญบริจาคดอกไม้, ธูป, เทียน เพื่อสมทบทุนสร้าง “หอโฮง” ให้พระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด”

เมื่อเข้าไปในอุโบสถพบว่า มีพระอาจารย์ประเสริฐ คุณสุวณโณ อายุ 47 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าสวรรรค์คงคาราม ได้จัดตั้งให้มีการทำพิธีบวงสรวงพระพุทธรูปพระนางอุมาราวดีเทวี โดยพระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด เป็นพระพุทธรูปที่มีอายุประมาณ 100 กว่าปี พระนางนั่งพับเพียบทรงศีล มีพญานาคอยู่ด้านหลัง ชูเศียรปกป้องคุ้มครอง ความสูง 13 นิ้ว ฐาน 6 นิ้ว ความยาว – กว้าง 6 คูณ 6 นิ้ว อยู่บนถาดเงินและลอยอยู่ในอ่างบัวขนาดเล็ก

แม่ของ ด.ช.ตุ้ย อายุ 12 ปี บอกว่า ในช่วงเย็นวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ลูกชายได้ไปเล่นน้ำในลำน้ำชีที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 10 เมตร ซึ่งน้ำมีไม่มากนัก พบมีกระทงบวงสรวงพญานาค 9 ตัว 9 เศียรลอยอยู่ตรงบริเวณนั้น โดยไม่มีใครทราบว่าลอยมาจากไหน และมาอยู่ในจุดดังกล่าวได้อย่างไร

ด.ช.ตุ้ยพร้อมเพื่อนจึงได้ลงเล่นน้ำตรงนั้น แต่เพื่อนบอกว่ามีขาข้างหนึ่งเหมือนถูกดึง ด.ช.ตุ้ยจึงดำลงไปดูก็พบว่าเพื่อนเหยียบรูปปั้นอยู่ ด.ช.ตุ้ยจึงได้นำขาเพื่อนออกมา แล้วก็อุ้มสิ่งของดังกล่าวขึ้นมาไว้บนริมฝั่ง เมื่อเห็นเต็มตา ด.ช.ตุ้ยเชื่อว่าเป็น เจ้าแม่นาคี ก็กราบไหว้แล้วก็ไปเรียกผู้ใหญ่บ้าน พร้อมกับชาวบ้านมาตรวจดู และพิสูจน์ว่าสิ่งที่พบ ต้องมีอะไรแน่ ทำไมดึงขาเพื่อนให้จมลงไปในน้ำได้

นายสุรพล ศรีบุญเรือง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 จึงเล่าต่อว่า หลังจากได้พบเห็นพระนางอุมาราวดีเทวีในลำน้ำชีแล้ว จู่ๆ ก็มีหมอพราหมณ์เดินทางมาจาก อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น มาที่วัดพร้อมกับขอทำพิธีเรียกเทพพญานาคจากวัดป่าคำชะโนดมาประทับ แล้วก็บอกว่าเป็นพญานาคที่ชื่อว่า “พระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด” มาตามหาลูกชายในสถานที่ดังกล่าว พร้อมกับบริวารอีก 5 ตัว ตอนนี้ได้พบลูกชายแล้ว และจะขออยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็จะขอกลับไปที่วัดป่าคำชะโนด จ.อุดรธานี เพื่อให้ชาวบ้านและคนที่เคารพศรัทธาปู่ศรีสุทโธได้กราบไหว้ อยู่ร่มเย็นเป็นสุขมั่งมีเงินทอง โดยเฉพาะชาวบ้าน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ที่ประสบภัยแห้งแล้งมาโดยตลอด

ชาวบ้านที่ทราบข่าวพบรูปปั้นเจ้าแม่นาคี หรือ พระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด ในลำน้ำชี อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ได้ทยอยมากราบไหว้อย่างเนืองแน่น ตลอดทั้งวัน เพราะเชื่อว่าเป็นจริงตามความเชื่อและความศรัทธา จึงได้มากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะโชคลาภเช่นกัน

สุดเศร้า หลานกตัญญู 10 ขวบ ลากย่าหนีไฟไหม้ สุดท้ายถูกคลอกดับคู่

(25 เม.ย.) บรรดาญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้บ้านของชาวเขาเผ่าม้ง บ้านแสงไทร ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุทำให้สองย่าหลาน เสียชีวิตในกองเพลิง ต่างได้ร่วมกันทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทั้งสอง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีความของชาวเขาเผ่าม้ง ที่ต้องการให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตกลับบ้านเกิด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.30 น. ได้เกิดเพลิงไหม้บ้านของนายเลา อายุ 79 ปี เป็นเหตุให้นางช้าง อายุ 70 ปี ภรรยาของนายเลา ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง และ ด.ช.เกรียงไกร อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหลาน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตทั้งคู่

ด.ช.ไกรวิทย์ เล่าให้ฟังว่า ขณะนอนหลับอยู่กับปู่ ตนเองรู้สึกร้อนที่ปลายเท้า ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา เห็นไฟกำลังโหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว โดยต้นเพลิงมาจากห้องนอนของย่ากับน้องชาย และไม่สามารถหนีออกทางประตูบ้านได้ เนื่องจากถูกไฟไหม้อย่างหนัก ก่อนจะเรียกปู่ให้ตื่น โดยปู่ได้ใช้เท้าถีบฝาผนังบ้านจนพังเป็นช่อง เพื่อจะพากันหนีออกไปจากตัวบ้าน แต่ในขณะนั้นตนเองเห็นน้องชายที่กำลังสำลักควันไฟกำลังพยายามดึงร่างของผู้เป็นย่าที่ไม่รู้สึกตัว เพื่อให้พ้นจากกองเพลิงที่กำลังโหมไหม้ ก่อนที่น้องชายจะล้มฟุบลงไป และทั้งสองถูกไฟคลอก

ตนเองจึงได้ตัดสินใจหนีออกมานอกตัวบ้านพร้อมกับปู่ ก่อนที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาช่วยกันดับไฟ บ้านก็ถูกไฟไหม้มอดไปทั้งหลังพร้อมๆ กับย่าและน้องชาย ซึ่งขณะนี้ ด.ช.ไกรวิทย์ ยังอยู่กับอาการตกใจ และรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีการเปิดพัดลมให้กับนางช้าง และคาดว่าน่าจะเกิดความร้อนสะสม ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นดังกล่าว

ชาวเน็ตเสียงแตก แชร์ภาพสนั่น ไม่ให้คนเมาขึ้นรถไฟใต้ดิน

โลกออนไลน์ถกเถียงประเด็น จนท.ไม่อนุญาตให้ชายคล้ายมึนเมาขึ้นโดยสารรถไฟใต้ดิน บ้างก็เห็นใจ บ้างก็เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เนื่องจากชายคนหนึ่งกำลังโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่สถานี ที่ไม่อนุญาตให้ขึ้นโดยสารเพราะมีอาการมึนเมา ทั้งที่อีกฝ่ายก็ประกาศเจตนารมย์ว่า เลือกใช้รถสาธารณะเพราะไม่อยากเมาแล้วขับ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคุณ Chaiwat Chantasakuldetch ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวและถูกแชร์ต่อไปเป็นวงกว้าง ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง พบเห็นชายคนหนึ่งกำลังเถียงอยู่กับเจ้าหน้าที่สถานี เนื่องจากถูกห้ามขึ้นโดยสารเพราะว่าเมาสุรา

เจ้าของโพสต์เล่าว่า การโต้เถียงเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ต้องมาช่วยกันเป็น 3 คน ตอนแรกผู้โพสต์ก็อดคิดไม่ได้ว่า ดีเหมือนกันที่ไม่อนุญาตให้คนมึนเมาสุราขึ้นใช้รถสาธารณะ กระทั่งชายคนดังกล่าวพูดขึ้นว่า “ผมอุตส่าห์ไม่ขับรถมาก็เพื่อจะขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าย โดยไม่ได้ไปรบกวนใคร ที่ญี่ปุ่นไม่เห็นห้ามกันแบบนี้”

ชายคนดังกล่าวยังคงยืนยันว่าเขาไม่ได้เมา แต่เจ้าหน้าที่ยังแย้งว่าเมา พร้อมกับจะเชิญตำรวจมาให้เป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ ทำให้ชายคนดังกล่าวบอกว่า นั่นมันใช้สำหรับตรวจวัดเมาแล้วขับ เหตุโต้เถียงดำเนินไปไม่กี่นาที ช่วงที่ระหว่างรอขบวนรถไฟคันต่อไปมา

ผู้โพสต์ยังบอกว่า เท่าที่ดูชายคนดังกล่าวก็น่าจะมีอาการเมา แต่ยังอยู่ในระดับที่ประคับประคองตัวเองได้อยู่ ไม่น่าจะไปทำร้ายใคร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สถานีอีกอยู่ดี ที่อาจจะมองว่า กันไว้ดีกว่าแก้

ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ทราบว่ามีบทสรุปลงอย่างไร ชายคนดังกล่าวได้ขึ้นโดยสารหรือเชิญออกไปจากสถานี แต่ก็นับว่าสถานการณ์ที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งรู้จักรับผิดชอบตัวเอง เมาไม่ขับเลือกให้รถสาธารณะ แต่ฝ่ายหนึ่งก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยเป็นอันดับแรก

ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก บางฝ่ายที่เห็นว่าน่าจะอนุญาตให้ขึ้นโดยสารตามสิทธิของผู้โดยสาร แต่อีกฝ่ายก็แอบกังวลว่าความมึนเมาจะสร้างความเดือดร้อนหรือรบกวนใจให้กับผู้อื่น

2 พี่น้องเจอเจ้าของร้านเกมตื้บ แค่ถามเรื่องรองเท้าหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 เม.ย.) นายรัตนชัย อายุ 21 ปี และน้องชาย ด.ช.วรภัทร อายุ 14 ปี เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.หนองชาม จ.ชลบุรี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของเมื่อวานนี้ (12 เม.ย.) ตนเองและน้องชายถูกเจ้าของร้านและพรรคพวกรุมชกต่อย จนหน้าบวมปูด ปากแตก ตาเขียว ที่ด้านหน้าร้านเกมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตึกแถวเปิดเป็นร้านเกม ใกล้สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา หมู่ 1 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายรัตนชัย ซึ่งกลับมาจากประเทศมาเลเซียเพื่อมาเกณฑ์ทหาร และ พา ด.ช.รัตนชัย ซึ่งอยู่ในช่วงปิดเทอม เดินทางจาก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มาเยี่ยมญาติและเที่ยวสงกรานต์ ได้เล่าถึงสาเหตุของการถูกรุมชกต่อยว่า สาเหตุมาจากเรื่องรองเท้าเท่านั้น

โดยทั้งสองคนเข้าไปเล่นเกมในร้าน แล้วพอจะกลับออกมาจากร้าน นายรัตนชัยพบว่า รองเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาหายจึงหาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่เจอก็จะกลับแล้ว พอดีเห็นเจ้าของร้านใส่รองเท้าของตนเองอยู่จึงขอคืน และก็พูดว่า “หาอยู่ตั้งนาน ทำไมเอารองเท้าผมไปใส่”

ทางเจ้าร้านก็ตอบว่าแล้วทำไม “รองเท้าที่ร้านทุกคู่ กูใส่ได้หมด” พูดจบก็เอามือตบที่ใบหน้าและชกหน้ามาอีกหลายหมัด แล้วก็มีพรรคพวกจากในร้านออกมาสมทบยำหมัด ยำเท้า จนตัวเองล้มลงกองกับพื้นถนนหน้าร้าน ก็ยังไม่ยอมหยุด ใช้เท้าเตะมาที่ใบหน้าอีก ตนร้องขอโทษก็ไม่ฟัง และน้องตนจะเข้าช่วยก็ถูกต่อยจนปากแตกหน้าปูด พอตนทั้งสองลุกขึ้นได้ก็พากันวิ่งหนีออกมา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวทั้งสองไปพบแพทย์ ตรวจร่างกายและบาดแผล โดยทั้งคู่ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างว่าร้านเกม ไม่ใช่ร้านอันธพาลรังแกลูกค้าอย่างป่าเถื่อนแบบที่พวกตนเจอ

โจ๋มอบตัวยันไม่ได้รุมตีสาวท้อง 8 เดือน แค่ไม้เบสบอลหลุดมือ

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าว เกิดเหตุทะเละวิวาทที่หน้าร้านหมูกระทะ หมู่ 7 ซอยเขาน้อย ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีแก๊งวัยรุ่นรุมใช้อาวุธไม้เบสบอล เหล็กแป๊บ ตีลูกจ้างร้านหมูกระทะ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือ น.ส.อารียา อายุ 20 ปี ท้องแก่ 8 เดือน ส่วนนายโชคมงคล อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นสามี มีบาดแผลตามร่างกาย

ล่าสุด (12 เม.ย.) นายเบียร์ อายุ 15 ปี พร้อมญาติๆ ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี เพื่อเข้าให้ปากคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้การว่า วันเกิดเหตุพบเจอสามีคนท้องซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่เกิดผิดใจกันเรื่องเบิ้ลเครื่องเสียงดังใส่กัน จึงเกิดการท้าทายกัน

ก่อนที่ตนเองพร้อมเพื่อนร่วมแก๊งรถซิ่งจะเข้ารุมสามีคนท้อง โดยไม่ได้ทำร้ายคนท้องแต่อย่างใด แต่มีหนึ่งในพวกที่ถือไม้เบสบอลเกิดทำไม้หลุดมือไปถูกคนท้องเท่านั้น หลังเกิดเหตุตนเองก็เสียใจ และอยากให้คนทำมามอบตัว ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบชื่อเพราะเจอกันในแก๊งคนซิ่งเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.สมโชค ตาผล กล่าวว่า ข่าวที่นำเสนอไปค่อนข้างรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว คนท้องไม่ได้บาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด แค่ฟกช้ำ จึงขอให้คนที่ถือไม้เบสบอลในวันนั้นมามอบตัวกับทางตำรวจ ล่าสุด จากการไปตรวจสอบที่ ร้านหมูกระทะ พบว่าร้านปิดบริการ เนื่องจากอยู่ในช่วงหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์

แต่จากการสอบถาม นางมาลี อายุ 69 ปี เพื่อนบ้านเล่าว่า ได้ยินเสียงนายโชคมงคลร้องว่า “มาตีเมียผมทำไม เมียผมท้องอยู่ มีเรื่องกับกูก็มาต่อยกับกู” โดยไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงเพราะคงเจ็บท้อง หลังเกิดเหตุจึงช่วยกันโทรตามเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ

ด้าน นางพิพัฒน์ อายุ 55 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เล่าว่า พอเกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นก็มายืนอยู่แถวหน้าบ้านแต่ไม่มีใครกล้าออกไปดูเพราะกลัว จึงอยากฝากตำรวจให้มาช่วยตรวจตราหน่อย เพราะในซอยมีร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เยอะทำให้มีวัยรุ่นแก๊งเด็กแว้นมากและมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นประจำ

อัยการ ชี้ “โชกุน”ส่อโดนโทษหนักหลายวาระ แนะฟ้องเรียกเงินคืนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวชี้แจงถึงข้อกฎหมายในการลงโทษกรณีของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชญ์ลาภิศ หรือ “โชกุน” ผู้บริหารบริษัทเวลท์ เอฟเวอร์ เวิร์ล จำกัด ที่หลอกลวงผู้เสียหายเป็นจำนวนมากว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ และหากประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงคนละวัน-คนละเวลา-จำนวนเงินที่ถูกหลอกลวงแตกต่างกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หากเทียบเคียงกับคดี “เสี่ยอู๊ด” ซึ่งกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ในการจัดสร้างพระเครื่อง ที่ศาลฎีกาลงโทษความผิดหลายกรรมต่างกันรวมทั้งสิ้น 921 กระทง
สำหรับคดีนี้หากมีการสรุปสำนวนส่งมาให้อัยการแล้ว ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ เช่น ค่าเสียหายจากเงินค่าทัวร์ไปประเทศญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาสนามบิน และดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระหว่างผิดนัด

หรือผู้เสียหายอาจรวมกลุ่มไปยื่นฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นคดีใหม่ ซึ่งข้อดีของการดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย และยังเป็นการเยียวยาความเสียหาย ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยที่ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องคดีต่อศาล ให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

เปิดประวัติ “ซินแสโชกุน” เจ้าของบริษัท “เวลท์ เอเวอร์” คือใคร?

หลายคนอาจจะสงสัย “ซินแสโชกุน” เป็นใคร ในวันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี ได้รวบรวมประวัติของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น ซินแสโชกุน และเป็นเจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่จัดทริปพาสมาชิกไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น มีที่มาที่ไปอย่างไร

จากการตรวจสอบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตพบว่า มีเพียงการแชร์ข้อมูลกันในโลกออนไลน์เท่านั้น และมีการโพสต์คลิปลงในยูทูป อ้างว่าคนในคลิปนี้คือเจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด พร้อมกับข้อความบางส่วนระบุว่า บริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ได้จดทะเบียนบริษัทที่ไทย ฮ่องกง และที่มาเก๊า

โดยสมาชิกของบริษัท เป็นกลุ่มคนทำธุรกิจที่ช่วยทำการตลาดให้ออลลีเซี่ยนชาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผม หรือ ผลิตภัณฑ์ขายตรง เนื่องจากซินแสโชกุน เคยทำธุรกิจนี้มาก่อนและประทับใจในตัวสินค้า จึงเปิดมาในการทำโปรดักส์นำเข้าส่งออก และกำลังดำเนินการผลิตน้ำแร่ น้ำชาขาว ภายใต้แบรนด์เวลท์เอเวอร์ทั้งหมด มีกระเป๋า เสื้อผ้า
ทำแอพพลิเคชั่นออนไลน์ขายสินค้าคุณภาพ ทำธุรกิจทองคำ ธุรกิจด้านสื่อบันเทิง ผลิตซีรีย์ ผลิตรายการทีวี และอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศฮ่องกง เพื่อให้สมาชิกทุกท่านมีรายได้ โดยมีการโปรโมทว่า เราไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่เราจะทำธุรกิจหลายด้านเพื่อให้ทุกท่านมีกระเป๋าเงินหลายๆใบ ส่วนทริปเที่ยวเป็นเพียงการโปรโมทเชิญชวนคนให้มาทำธุรกิจร่วมกัน และละลายพฤติกรรมร่วมกันเท่านั้น

ขณะเดียวกันทีมข่าว พีพีทีวี ได้ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เกี่ยวกับหนังสือรับรองของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จดทะเบียนประเภทนิติบุคคล ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทถ้วน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองยาว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์

โดยมีวัตถุประสงค์คือ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก น้ำดื่ม ชา กาแฟ น้ำแร่ และเครื่องดื่มทุกชนิด และ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายทุกประเภท