เที่ยวจันทบุรี

ชุมชนไร้แผ่นดิน

การเที่ยวชมหมู่บ้านไร้แผ่นดิน หมู่บ้านที่มีความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปี ชมทะเลแหวก ความสร้างสรรของธรรมชาติแห่งเดียวในภาคตะวันออก ชมฝูงเหยี่ยวแดงกลางทะเล ทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีชุมชน อยู่ในพื้นที่ตำบลบางชัน อำเภอขลุง


หมู่บ้านไร้แผ่นดิน ฝูงเหยี่ยวแดง และทะเลแหวก เป็นกิจกรรมในพื้นที่ของตำบลบางชัน ซึ่งเป็นตำบลทางตอนล่างของอำเภอขลุง ที่มีพื้นที่อยู่บริเวณริมปากแม่น้ำเวฬุ รวมถึงส่วนที่เชื่อมต่อกับจังหวัดตราด

– หมู่บ้านไร้แผ่นดิน อยู่บริเวณที่คลองบางชันใหญ่ ไหลออกไปยังแม่น้ำเวฬุ อยู่ในพื้นที่ตำบลบางชัน อำเภอขลุง
– การชมเหยี่ยวแดง อยู่บริเวณป่าโกงกาง ลุ่มน้ำเวฬุ มีหลายแห่งในตำบลบางชัน และตำบลบ่อ อำเภอขลุง
– ทะเลแหวก อยู่ในบริเวณปากน้ำแม่น้ำเวฬุ ช่วงก่อนที่แม่น้ำจะไหลออกทะเล อยู่ในพื้นที่ตำบลบางชัน อำเภอขลุง

ตำบลบางชัน มีเนื้อที่ประมาณ 64.4 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 40,305 ไร่ มีลักษณะเป็นเกาะ และป่าชายเลน ที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ส่วนใหญ่ติดทะเลอ่าวไทย บริเวณปากอ่าว และส่วนที่อยู่ใกล้ปากแม่น้ำเวฬุ* ซึ่งเป็นบริเวณที่มีลำคลองผ่านหลายสาย ชาวบ้านบางชัน ประกอบอาชีพทางการประมง ในลักษณะประมงพื้นบ้าน เช่น การเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอยแครง วางลอบปู แร้วปู เบ็ดราว เบ็ดธง ยกยอ ทอดแห และหลักโพงพาง**


เที่ยวชมหมู่บ้านไร้แผ่นดิน
หมู่บ้านไร้แผ่นดิน หรือหมู่บ้านปากน้ำเวฬุ หมู่ที่ 2 เดิมเคยเรียกกันว่า “บ้านโรงไม้” เป็นชุมชนที่มีความเป็นมายาวนานประมาณ 135 ปีมาแล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2410 มีชาวจีนที่เดินทางอพยพเข้ามาในไทย ทำการค้าขายติดต่อไปถึงกรุงเทพฯ เมื่อผ่านมาที่จันทบุรีได้นำเรือมาหลบลมในบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ และเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล มีสัตว์น้ำมากมาย จึงได้ทำการประมง จนกลายเป็นอาชีพ

หมู่บ้านไร้แผ่นดิน ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเวฬุ เดิมเป็นพื้นที่ป่าโกงกางหนาแน่น ที่มีอาณาบริเวณกว้างมาก ในอดีตมีชาวบ้านมาตัดไม้โกงกางไปขายเพื่อทำถ่าน กระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐเปิดสัมปทานให้มีการตัดไม้โกงกางในพื้นที่ลุ่มน้ำเวฬุ จึงมีผู้คนเข้ามาตัดไม้กันเป็นจำนวนมาก เมื่อตัดได้จะนำไม้มากองไว้ในบริเวณนี้เพื่อรอการเข้าเตาเผาถ่่าน จนเป็นที่มาของชื่อ “โรงไม้” หลังจากนั้น เมื่อหมดระยะสัมปทานป่าเผาถ่าน ผู้คนที่เคยทำกินอยู่บริเวณนี้จึงได้จับจองพื้นที่เพื่อตั้งรกราก และประกอบอาชีพประมง
(ข้อมูลจาก องค์การบริหารส่วนตำบลบางชัน http://www.bangchan.go.th/)

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนจากเรียกว่าบ้านโรงไม้ เป็น “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” โดยคำว่า “ไร้แผ่นดิน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้อพยพที่ไร้สัญชาติ หรือผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย แต่เป็นการเรียกเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการอยู่อาศัยของชุมชน ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตลุ่มน้ำ ที่เป็นส่วนหนึ่งของทะเล มีน้ำล้อมรอบ โดยไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดิน

ปัจจุบันนี้ การเข้าถึงชุมชน ปัจจุบันยังต้องใช้การติดต่อทางเรือ เพราะยังไม่มีถนนเชื่อมกับชุมชนภายนอก และชุมชนใกล้เคียง การเดินทางจากหมู่บ้านไปยังเมืองทำได้โดยการใช้เรือ ซึ่งแต่ละวันมีเรือโดยสารเข้า-ออกวันละ 1 เที่ยว ให้ชาวบ้านได้ออกไปซื้อของใช้จำเป็นกลับมายังหมู่บ้าน โดยตอนเช้ามีเรือออกจากหมู่บ้าน 7.30 น. และกลับถึงหมู่บ้านตอนเที่ยงวัน

การสร้างบ้านเรือนของหมู่บ้านไร้แผ่นดิน จะใช้วิธีการตอกเสาไม้ลึกลงไปในเลน จากนั้นจะปลูกบ้านขึ้นไปให้สูงเหนือน้ำ เป็นบ้านไม้หลังคามุงจาก ปัจจุบันมีการใช้เสาปูน ทำให้เกิดความคงทน และแข็งแรงกว่าเดิม นอกจากนี้พื้นที่บางแห่งในหมู่บ้านก็ได้มีการนำดินมาถมเพื่อให้เป็นพื้นดินที่แข็งแรงขึ้นด้วย ส่วนถนนในหมู่บ้านนั้น เป็นทางถนนคอนเกรีตเล็กๆ กว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวต่อเนื่องไปโดยรอบ สามารถเดินเที่ยวชมได้รอบหมู่บ้าน

ประชากรที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไร้แผ่นดิน ปัจจุบันมีเกือบ 500 หลังคาเรือน มีประชากรอยู่มากกว่า 1,000 คน บางบ้านยังเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมา บางบ้านได้ปรับให้เป็นที่พักอาศัยแบบโฮมสเตย์ แปรรูปผลิตผลทางทะเล เช่น ทำกุ้งแห้ง กุ้งต้มหวาน กะปิ หมึกแห้ง ปลาเค็ม ขายสินค้าท้องถิ่น ของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่หมู่บ้าน เป็นต้น

การประกอบอาชีพหลักของชุมชนยังคงเป็นการทำประมง ตกปู หาปลา ยกยอกุ้ง เลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงหอยนางรม ทำกุ้งแห้ง* และทำเคย** ซึ่งถือว่าลุ่มน้ำเวฬุ ยังคงเป็นครัวขนาดใหญ่สำหรับชาวบางชัน ที่ยังมีอาหารทะเลสดให้กินได้ตลอด แต่สิ่งของหายาก หรือสิ่งที่แพงที่สุดกลับเป็น น้ำจืด ที่ต้องอาศัยน้ำฝน หรือซื้อมาจากฝั่งเมือง และน้ำมันเรือ ที่เป็นพาหนะสำคัญที่สุดสำหรับชาวบางชันชมฝูงเหยี่ยวแดง
การชมฝูงเหยี่ยวแดงหัวขาว* เป็นกิจกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะเหยี่ยวแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และเป็นสัตว์ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน การที่มีเหยี่ยวแดงในบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ จึงหมายถึงความสมดุลของธรรมชาติของผู้คน สัตว์ และป่าในแถบนี้

เหยี่ยวแดงบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ เป็นสัตว์ประจำถิ่น อาศัยอยู่บนต้นไม้ในป่าโกงกาง ในลุ่มน้ำเวฬุ โดยจะทำรัง และขยายพันธุ์อยู่บนต้นไม้ในบริเวณนั้นด้วย เหยี่ยวแดงในเขตป่าโกงกางแถบนี้ทั้งหมด มีอยู่ประมาณ 1000 กว่าตัว แยกอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 100 – 200 ตัว ธรรมชาติของเหยี่ยวจะกินปลาตัวเล็กตัวน้อยตอนน้ำลง
กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการท่องเที่ยวบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ เพราะการชมเหยี่ยวแดงในธรรมชาติเป็นสิ่งที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน จุดที่ชมเหยี่ยวแดง จะเป็นบริเวณเหมือนเวิ้งกว้าง ริมป่าโกงกางบริเวณที่มีฝูงเหยี่ยวแดงอาศัยอยู่ ชาวบ้านจะนำอาหาร เช่นพวกปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ติดอวนมา โยนอาหารลงไปในน้ำ จากนั้นจะมีเหยี่ยวแดงที่บินวนอยู่นับร้อย โฉบลงมาจับอาหารขึ้นไปกิน

การไปถึงยังจุดให้อาหาร อาจเป็นเรือหางยาว หรือโฮมสเตย์บางแห่งก็จะพานั่งในแพไม้ไผ่ลาก หรือแพเปียก ลากไปยังจุดชมเหยี่ยวแดง การให้อาหารเหยี่ยวจะมีเพียงวันละครั้ง ในช่วงประมาณ 4 โมงเย็น ใช้เวลาในการชมเหยี่ยวประมาณ 1.30 ชั่วโมง

ถนนอัญมณี

ถนนอัญมณี (ตลาดพลอย) หรือ Gems Street ในจันทบุรี ที่รู้จักกันดีว่าเป็น Chanthaburi City of Gems ชื่อถนนอัญมณีเป็นคำเรียกขานถนนที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง หมายถึง บริเวณถนนศรีจันท์และซอยกระจ่าง ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี ถนนแห่งนี้นับเป็นถนนเศรษฐกิจที่คึกคักอย่างมากแห่งหนึ่งของจังหวัด เพราะเป็นที่ตั้งของร้านเจียระไนพลอย ร้านค้าอัญมณี และร้านทองรูปพรรณ มากกว่า 120 ร้าน ซึ่งอาจนับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตลาดค้าพลอยเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

ตลาดค้าพลอยแห่งนี้เปิดค้าขายกันในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น. โดยในวันศุกร์จะมีการนำเสนอและสอบถามราคากันก่อน แต่วันเสาร์จะเป็นวันที่มีการซื้อขายกันจริง ๆ ทุกวันนี้เรายังสามารถเห็นบรรยากาศการซื้อขายพลอย มี “เด็กเดินพลอย” ที่รับพลอยมาขาย และเต็มไปด้วยพ่อค้าพลอยซึ่งเดินทางมาจากที่ต่าง ๆ กันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


สำหรับใครที่สงสัยถึงแหล่งกำเนินพลอยนั้น เล่ากันว่าจุดที่เกิดพลอยจันท์แห่งแรก ๆ อยู่บริเวณเขาพลอยแหวน ซึ่งเป็นชื่อเรียกกันมานานตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณ สมัยก่อนการหาพลอยไม่ได้ใช้เครื่องมือหนัก ไม่ต้องเปลืองน้ำมัน เพราะบริเวณเขาพลอยแหวนนั้น พลอยดกมาก แค่เขี่ย ๆ ตามพื้นดินก็พบพลอยแล้ว พลอยที่พบจะเป็นพลอยเขียวส่อง บุษราคัม พลอยสตาร์ และไพลิน ซึ่งคนพื้นบ้านเรียกว่า ลูกครึ่ง

สำหรับ “ศูนย์อัญมณีและเครื่องประดับ” ที่ตั้งอยู่ข้างข้างโรงแรมเค.พี.แกรนด์  สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรีได้ริเริ่มจัดตั้งศูนย์จำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับขึ้นในปี 2546 โดยต้องการให้ศูนย์แห่งนี้เป็นที่จำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีคุณภาพของประเทศอย่างแท้จริง สัญลักษณ์ของศูนย์เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมรูปทรงของเหลี่ยมอัญมณีเพื่อสื่อถึงความเป็นเมืองอัญมณี

ผู้สนใจเรื่องราวของถนนอัญมณี ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ 0 3930 3118 – 9

บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์ จันทบุรี

บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์

เป็นที่พักริมธารน้ำตก เหมือนได้นอนสระจากุซซี่ธรรมชาติ โฮมสเตย์อยู่ในเขตบ้านทุ่งเพล อำเภอมะขาม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เล่นน้ำได้จุใจตลอดปี น้ำใส ไหลเย็น เหมาะกับครอบครัว และกลุ่มเพื่อนฝูง การเข้าพักคิดเป็นรายหัว (ที่พัก + อาหาร 2 มื้อ)

บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์ อยู่ใกล้วัดเขาบรรจบ (ก่อนถึงวัดประมาณ 200 เมตร) เขตบ้านทุ่งเพล อำเภอมะขาม การเดินทางถนนลาดยางสะดวก

บ้านสวนพฤกษา เป็นบ้านพักริมลำธารที่มีน้ำไหลมาจากเขาบรรจบ มีความเป็นธรรมชาติ ร่มครึ้ม ธารน้ำน่าเล่น มีฝายกั้นเป็นช่วงๆ ให้เป็นแอ่งเล่นน้ำได้สนุก เวลาน้ำเยอะเหมือนได้แช่บ่อจากุซซี่ธรรมชาติ (ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในแต่ละช่วงเวลา) ส่วนของบ้านพัก มีทั้งบ้านที่ติดลำธาร และบ้านที่อยู่ห่างไปหน่อย เดินได้ไม่ไกล บ้านพักแต่ละหลังมีขนาดต่างๆ กัน (ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางโฮมสเตย์โดยตรงอีกครั้ง) เช่น

– บ้านกล้วยหอม (พักได้ 2 คน) เป็นบ้านชั้นเดียว อยู่ใกล้ลำธาร ภายในห้องพักมีเตียงเดี่ยว สิ่งอำนวยความสะดวกมี แอร์ พัดลม ทีวี ตู้เย็น ห้องน้ำในตัว พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น
– บ้านกาแฟ (พักได้ 8-10 คน) อยู่ติดเขา ห่างจากน้ำตก 50 เมตร เดินไปเล่นน้ำได้
– บ้านบูม-บูม (พักได้ 10-12 คน) เป็นบ้านปูนชั้นเดียว อยู่ริมน้ำ มีศาลาริมน้ำให้นั่งเล่น
– บ้านอิงฟ้า เป็นอาคารบ้านพักหลังใหญ่ อยู่ห่างจากลำธารประมาณ 30 เมตร แบ่งเป็น 6 ห้อง แต่ละห้องมีขนาดไม่เท่ากัน ภายในห้องพักกว้าง บางห้องพักมีเตียงใหญ่ บางห้องสามารถเพิ่มที่นอนเสริม นอนรวมได้หลายคน มีห้องน้ำในตัว สิ่งอำนวยความสะดวกแต่ละห้องมี แอร์ ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น สัญญาน Wifi

สำหรับผู้เข้าพัก ทางโฮมสเตย์มีอาหารรับรองให้ 2 มื้อ คือมื้อเช้าก่อนกลับ และมื้อเย็นของวันที่เข้าพัก เป็นอาหารไทยๆ และอาหารพื้นบ้าน เช่นหมูชะมวง ต้มยำไก่ กุ้งอบวุ้นเส้น น้ำพริกปลาทู ผัดผัก (รายการอาหารอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากนี้)

ราคา แพ็กเกจ 800 บาท/คน (รวมอาหาร 2 มื้อ เช้ากับเย็น)

เวลาเช็คอิน 13.00 น. เช็คเอ๊าท์ 11.00 น.

ข้อแนะนำ
– เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่เสียค่าใช้จ่าย (นอนกับพ่อแม่)
– เด็กอายุ 6-10 ปี คิดครึ่งราคา (รวมอาหาร 2 มื้อ)
– เด็กอายุ 11 ปีขึ้นไป คิดราคาเต็มเท่ากับผู้ใหญ่
– ไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าในที่พัก
– ทางโฮมสเตย์ไม่มีสวนผลไม้ให้เก็บ มีสำหรับให้ชม และถ่ายรูปได้
– สามารถติดตามระดับน้ำ และปริมาณน้ำในลำธาร ได้จากเฟสบุ๊คของโฮมสเตย์
– ใกล้กับโฮมสเตย์ (ห่างไปประมาณ 300 เมตร) มีวัดเขาบรรจบ เป็นวัดในสายหลวงปู่สมชาย ฐิติวิริโย จากวัดเขาสุกิม แวะชมอุโมงค์ต้นไม้ เป็นต้นไม้ใหญ่ที่คนเดินลอดได้ เรียกว่าประตูสวรรค์ (ประตูสัจธรรม) และสะพานแขวนภายในวัด

การเดินทาง
ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 35 กิโลเมตร
ห่างจากกรุงเทพฯ 280 กิโลเมตร

ใช้เส้นทางสายสุขุมวิท ผ่านจังหวัดจันทบุรี แล้วแยกไปทางจังหวัดสระแก้ว

ชีวิตดีๆ ไม่เกินพัน ที่โฮมสเตย์ริมน้ำตก

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

ช่วงนี้อากาศบ้านเราเริ่มเข้าสู่ฤดูปกติแล้ว คือฤดูร้อนสุดๆ นั่นเอง ทำไมยิ่งอยู่ยิ่งร้อนแบบนี้ คือตอนนี้ไขมันผมเริ่มจะละลาย
บ้านสวนริมน้ำ โฮมสเตย์ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เป็นโฮมสเตย์ที่บรรยากาศดีมากๆ มีสายธารน้ำไหลผ่านตลอด การเดินทางก็ไม่ยาก ถ้าเริ่มจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางบางนา-ตราด ก่อนถึงชลบุรีเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองชลฯ จนถึงสี่แยกไปบ้านบึง เลี้ยวซ้ายไปจันทบุรี หรือใช้มอเตอร์เวย์ ผ่านด่านพานทองออกทางซ้ายไปบ้านบึง ก่อนถึงบ้านบึงมีทางยกระดับข้ามแยกไปจันทบุรี เดินทางตามเส้นทางถนน 344 ไปจนถึงถนนสุขุมวิทเดิม เลี้ยวซ้ายไปจันทบุรี เดินทางตามถนนสุขุมวิทไปเรื่อยๆ จนถึงสามแยกปากแซง (ถนน 317 จันทบุรี – สระแก้ว) แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปตามถนน 317 เดินทางผ่านอำเภอมะขาม ผ่านทางแยกขวามือไปเขื่อนคีรีธารผ่านบ้านโป่งโรงเซ็น หลังจากผ่านสะพานข้ามคลอง มีป้ายเข้าวัดเขาบรรจบ เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามเส้นทางนี้ประมาณ 10 กิโลเมตร ก็ถึงแล้วครับ
เมื่อมาถึงที่นี่บอกเลยว่าหายเหนื่อย เพราะบ้านพักปลูกอยู่ติดสวนผลไม้ติดกับน้ำตก ถ้าอยากเล่นน้ำตกแค่ก้าวลงบันไดเท่านั้น…ฟินเลย! ถึงจะอยู่ในป่าเขาแบบนีถึงจะอยู่ในป่าเขาแบบนี้เขาก็มี Wi-fi ให้โชว์รูปสวยๆ ด้วยความที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูกคือ เขาคิชฌกูฏ และเขาสอยดาว มีลำธารไหลผ่านมาบรรจบกันที่คลองทุ่งเพล ทำให้มีน้ำตลอดปีไม่เคยแห้ง จึงทำให้อากาศเย็นช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นเหมือนทางภาคเหนือ ช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนเหมาะกับการเล่นน้ำ เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ชมชิมผลไม้ตามฤดูกาล

บ้านพักที่นี่มีทั้งหมดประมาณ 10 หลังครับ มีทั้งห้องแอร์ และพัดลม สามารถรองรับผู้มาพักได้ถึง 100 คน อัตราค่าห้องพัก 700 – 800 บาท ต่อ 1 ท่าน พร้อมอาหาร 2 มื้อ คือ อาหารเย็นและเช้าพร้อมกาแฟ อาหารเย็นที่นี่แบกกล้องเที่ยวแนะนำเลยว่าอร่อยมาก โดยเฉพาะเมนูพื้นบ้าน น้ำพริกกะปิ ผักต้ม, หมูชะมวง
กิจกรรมที่น่าสนใจของที่นี่มีหลายอย่างเลยครับ ขี่จักรยาน เดินป่า เล่นน้ำตก ชมนกชมไม้ศึกษาธรรมชาติ ใครที่อยากหนีร้อน หนีชีวิตวุ่นวายในเมือง มาแช่น้ำเล่น ลองแวะมาที่นี่ได้ แล้วคุณจะรู้ว่าเงินไม่กี่ร้อยก็เที่ยวแบบฟินๆ ได้แน่นอน…

การเดินทางไปท่องเที่ยวจันทบุรี


รถยนต์ส่วนตัว   จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 5 เส้นทาง คือ

– เส้นทางที่ 1 ใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ผ่านจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี บางแสน อำเภอศรีราชา พัทยา อำเภอสัตหีบ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง จนถึงจังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 330 กิโลเมตร

– เส้นทางที่ 2 ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 (บางนา-บางปะกง) และทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท) จนถึงอำเภอเมืองฯ จังหวัดชลบุรี บริเวณกิโลเมตรที่ 98 แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 344 (ชลบุรี-แกลง) ผ่านอำเภอบ้านบึง อำเภอวังจันทร์ และอำเภอแกลง ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร จากนั้นแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3 ต่อไปอีกประมาณ 58 กิโลเมตร จนถึงจังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 266 กิโลเมตร

– เส้นทางที่ 3 ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 (บางนา-บางปะกง) และทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท) จนถึงกิโลเมตรที่ 140 แยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 36 ที่อำเภอบางละมุง ไปต่ออีกประมาณ 60 กิโลเมตร จนถึงอำเภอเมืองฯ จังหวัดระยอง แล้วแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท) ต่อไปอีกประมาณ 108 กิโลเมตร จนถึง จังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 308 กิโลเมตร

– เส้นทางที่ 4 ใช้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (กรุงเทพฯ-ชลบุรี หรือมอเตอร์เวย์) ไปจนถึงเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 90 กิโลเมตร จากนั้นแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 36 อีกประมาณ 50 กิโลเมตร จนถึงอำเภอเมืองฯ จังหวัดระยอง แล้วแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท) ต่อไปอีกประมาณ 108 กิโลเมตร จนถึงจังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 248 กิโลเมตร

– เส้นทางที่ 5 ใช้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (กรุงเทพฯ-ชลบุรี หรือมอเตอร์เวย์) ไปจนถึงอำเภอเมืองฯ จังหวัดชลบุรี จากนั้นแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 344 (ชลบุรี-แกลง) ผ่านอำเภอบ้านบึง อำเภอวังจันทร์ และอำเภอแกลง ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร จากนั้นแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3 ต่อไปอีกประมาณ 58 กิโลเมตร จนถึงจังหวัดจันทบุรี
รถโดยสารประจำทาง

มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-จันทบุรี ออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออก หรือเอกมัย ถนนสุขุมวิท และสถานีขนส่งสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490 www.transport.co.th

รถตู้

คุณสามารถไปขึ้นรถตู้ได้ที่ห้างเซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 19.00 น. ราคาเที่ยวละประมาณ 200 บาท ซึ่งรถจะไปจอดบริเวณข้างห้างโรบินสัน จันทบุรี
การเดินทางท่องเที่ยวในตัวจังหวัดจันทบุรี

มีรถชนิดต่างๆ ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการยานพาหนะต่างๆ ได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสมดังนี้

รถสองแถว มีวิ่งบริการจากสถานีขนส่งไปยังที่ต่างๆ ในตัวเมือง นักท่องเที่ยวอาจ เหมารถสองแถวไปเที่ยวได้ทั้งในเมืองและต่างอำเภอ คิดราคาวันละ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและ การต่อรอง

รถสามล้อเครื่องและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จอดอยู่ตามจุดต่างๆ ในจังหวัด เช่น หน้าตลาดเทศบาล หน้าสถานีขนส่ง ค่าบริการมีทั้งแบบตกลงกันตามแต่ระยะทางและแบบเหมาจ่าย

วัดเขาสุกิม อีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองจันท์

วัดเขาสุกิม  อีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองจันท์ (คู่หูเดินทาง)

วัดเขาสุกิม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองจันท์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2509 ด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ตั้งอยู่บนเขาแพร่งขาหยั่ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นที่บำเพ็ญภาวนาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะฝึกความแข็งแรงของร่างกาย โดยการเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ หรือจะเลือกนั่งรถรางไฟฟ้าขึ้นไปแทนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น บริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวางประมาณ 3,280 ไร่ อยู่สูงขึ้นไปบนเนินเขา ทางวัดได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางต่าง ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้นมัสการ และมีบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าวัดใกล้ ๆ กับบริเวณทางขึ้นรถรางไฟฟ้า ด้านบนมีสถานที่ทำบุญหลายจุด และอาคารสี่ชั้นชื่อ ตึก 60 ปีเฉลิมพระเกียรติ ภายในจัดแสดงศาสนสมบัติ ศาสนวัตถุ และวัตถุโบราณล้ำค่าต่าง ๆ มากมายรวมถึงมุมทำบุญถวายสังฆทาน บริเวณชั้น 4 หรือชั้นดาดฟ้าของตึก
จะมีวิหารบูรพาจารย์อุทิศ ซึ่งเป็นห้องพิพิธภัณฑ์จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งเกจิอาจารย์ชื่อดังที่มรณภาพไป แล้วหลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย, หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร, หลวงปู่ดุล อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์, หลวงปู่ฟั่น อาจาโร วัดป่าอุดม จังหวัดสกลนคร, พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ฯลฯ ซึ่งแต่ละองค์ดูงดงามและเหมือนจริงมาก นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงโต๊ะเก้าอี้ฝังมุก และแจกันขนาดใหญ่แบบจีน เวียดนาม จำนวนหลายใบอีกด้วย
เรียกได้ว่ากว่าจะเดินเที่ยวชมกันจนครบ ก็ใช้เวลานานอยู่พอสมควร แต่ไม่เป็นไรในเมื่อเรามีเพื่อนร่วมทางอย่าง มาม่าคัพรสเย็นตาโฟต้มยำหม้อไฟ ก็หายเหนื่อยได้ในพริบตา เพียงเปิดฝาเติมน้ำร้อนลงไปทิ้งไว้เพียง 3 นาทีเท่านี้ก็อิ่มอร่อยสบายท้องกันแล้ว

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว จากสี่แยกเนินสูงซึ่งเป็นตลาดขายผลไม้ขนาดใหญ่ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 317 ให้เลี้ยวขวา ถ้ามาจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 3322 วัดเขาสุกิมจะอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 16 ทางเข้าจะอยู่ซ้ายมือชัดเจน ขับไปประมาณ 500 เมตร มีรถสองแถวสายจันทบุรี-นายายอาม ท่ารถอยู่บริเวณตลาดน้ำพุ ตรงข้ามโรงภาพยนตร์สยาม ค่าโดยสาร 10 บาท ลงที่ตลาดเนินสูง แล้วใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งระยะทาง 16 กิโลเมตร
ที่อยู่ : 50 หมู่ 12 ตำบลเขาพลอยศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

เวลาให้บริการ : 06:30-18:00 น. (ทุกวัน)

เบอร์โทรศัพท์ : 08 1456 8384, 08 9931 5544

โทรสาร : 0 3932 0167

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ที่กรมศิลปากรได้มีการดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยทางด้านโบราณคดีใต้น้ำ ในการดำเนินการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำแต่ละแห่ง ทำให้มีจำนวนโบราณวัตถุเพิ่มมากขึ้น การเตรียมการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำงานโบราณคดีใต้น้ำ และประวัติศาสตร์การพาณิชย์นาวีของไทย จึงเป็นงานสำคัญที่ต้องดำเนินงานเป็นลำดับต่อมา ประกอบกับการจัดกุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการลักลอบงมโบราณวัตถุใต้ทะเลบริเวณอ่าวไทย นับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่พบจากท้องทะเล ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่ช่วยในการสืบค้นความเป็นมา และบอกเล่าถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจการพาณิชย์นาวีในอดีต

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2544
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีตั้งอยู่ที่ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี  ภายในพิพิธภัณฑ์ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร 6 ห้อง ดังนี้

1. ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ
จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติการพาณิชย์นาวีของไทยในสมัยโบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนปัจจุบัน เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณ สินค้าประเภทต่างๆ  โดยจำลองเรือสำเภาขนาดเท่าจริงไว้ภายในเพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนบนเรือขณะเดินทางในทะเล ตลอดจนสินค้าประเภทต่างๆ ที่นำไปค้าขาย  นอกจากนี้ยังจัดแสดงของมีค่าซึ่งพบจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย ได้แก่ จี้ทองคำฝังพลอยแดง และกำไลทองคำประดับอัญมณี
2.ห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ
จัดแสดงเกี่ยวกับเทคนิคการทำงานโบราณคดีใต้น้ำ โดยการจำลองสภาพจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง
3.ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ
จัดแสดงให้เห็นถึงการเก็บรักษาโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ โดยบางส่วนของห้องคลังเป็นลักษณะพิเศษที่ออกแบบให้ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใส ทำให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นโบราณวัตถุที่จัดเก็บไว้ภายในคลังโบราณวัตถุได้

4.ห้องเรือและชีวิตชาวเรือ
จัดแสดงชนิดและแบบของเรือต่างๆ ที่มีใช้ในประเทศไทยโดยการใช้เรือจำลองย่อส่วนตามจริง ทั้งเรือชนิดที่ใช้ในแม่น้ำลำคลองและชนิดที่ใช้ในทะเล เรือพระราชพิธี และเรือรบ เป็นต้น
5.ห้องของดีเมืองจันท์
จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของจังหวัดจันทบุรีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ การก่อตั้งเมือง เหตุการณ์สำคัญและเรื่องราวของชาวพื้นเมืองของจันทบุรี นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ รวมทั้งสินค้าและอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี

6.ห้องบุคคลสำคัญ
จัดแสดงเรื่องราวพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กับการทำสงครามเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2  รวมทั้งเส้นทางเดินทัพเมื่อครั้งตีฝ่าวงล้อมข้าศึกออกมาตั้งทัพ เพื่อรวบรวมไพร่พลและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จังหวัดจันทบุรี ก่อนยกทัพกลับไปกอบกู้อิสรภาพคืนจากข้าศึกเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี
ที่อยู่: 80 หมู่ 8 ค่ายเนินวง ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี 22000
โทรศัพท์: 039-391431
โทรสาร: 039-391432

ตลาดเช้าเมืองจันทบูร (ตลาดวัดสวนมะม่วง)

นักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในเมืองจันทบุรีไม่ควรพลาดที่จะไปเดินเที่ยวชมตลาดเช้าเมืองจันท์ เพื่อสัมผัสบรรยากาศของตลาดยามเช้า และเลือกซื้อของกินอร่อยๆ ที่มีขายอยู่ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรจะได้ลองลิ้มชิมรส ปาท่องโก๋ ของเมืองจันท์ ที่มีน้ำจิ้มอร่อยๆ ให้ด้วย แปลกไม่เหมือนใคร

ตลาดเช้าเมืองจันท์ที่คึกคักมากที่สุดนั้นอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณตลาดสดวัดสวนมะม่วงที่เป็นตลาดถาวรเปิดขายอาหารสดทั้งเช้าและเย็น (กลางวันปิดทำความสะอาดตลาด) จะมีพ่อค้า แม่ค้ามาตั้งแผงลอยขายพืชผัก อาหารทะเล อาหารสดต่างๆ สำหรับนำไปประกอบอาหารรับประทาน รวมไปถึงรถเข็นขายอาหารของกินยามเช้ามาตั้งจำหน่ายบนถนน รวมทั้งภายในตลาดสดวัดสวนมะม่วงกันอย่างคึกคักตั้งแต่เวลาประมาณตีห้าเป็นต้นไป และตลาดจะวายไปในตอนสายๆ เหลือไว้แต่ร้านค้าถาวร นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงกันก็ยังมีตลาดขายส่งพืชผักที่ขายส่งในปริมาณมากๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันเปิดขายตั้งแต่เช้ามืดอีกด้วยเช่นกัน

ในส่วนของรถขายอาหารและขนมที่พร้อมรับประทานในตลาดเช้าแห่งนี้ ก็จะเป็นประเภทขนมและอาหารเบาๆ ที่คนเมืองจันท์นิยมรับประทานกันในตอนเช้า โดยเฉพาะปาท่องโก๋ มีขายอยู่รอบๆ บริเวณตลาดเช้าแห่งนี้ที่เห็นมามีมากถึง 3 ร้านด้วยกัน จอดรถขายอยู่กันคนละจุด และมีลักษณะของปาท่องโก๋ที่ทอดขายแตกต่างกันไป มีตัวเล็ก ตัวใหญ่ แต่ที่มีเหมือนกันแน่ๆ คือปาท่องโก๋ทุกร้านจะมีน้ำจิ้มอร่อยๆ ให้ลูกค้าเอาไปจิ้มกินเหมือนกันทุกร้าน และเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของปาท่องโก๋เมืองจันท์ นอกจากนั้นก็ยังมีขนมและอาหารอีกหลายหลาก เช่น โจ๊ก น้ำเต้าหู้ หมูย่าง ไก่ย่าง ทอดมัน ขนมครก เป็นต้น ซึ่งรถเข็นขายอาหารนี้จะมีไม่มากเท่าตลาดค่ำที่จะมีมากกว่า

ที่ตลาดเช้าเมืองจันท์ในช่วงประมาณ 6 โมงเช้า จะมีพระจากวัดต่างๆ เดินมารับบิณฑบาตรจากชาวบ้านที่เปิดร้านขายของ และประชาชนที่มาจับจ่ายกับข้าวในตลาด มีแผงลอยขายอาหารและขนมบรรจุกล่อง บรรจุถุง สำหรับใส่บาตรตั้งขายอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ถ้าท่านใดต้องการจะใส่บาตรพระยามเช้าก็สามารถมาซื้อหาของใส่บาตร และใส่บาตรพระได้เลยที่ตลาดแห่งนี้

ถ้าท่านไปเที่ยวและพักค้างคืนในเมืองจันท์ ก็หาโอกาสไปเดินเที่ยวชมตลาดเช้ากันบ้างนะครับ ก่อนที่จะไปเที่ยวชมจุดอื่นๆ ที่น่าสนใจในเมืองจันท์ และหากท่านนำรถยนต์ไปเอง ท่านสามารถนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่ลานจอดรถรอบๆ วงเวียนน้ำพุ ซึ่งในช่วงเช้ามืด-เช้า ยังไม่ค่อยมีรถยนต์ไปจอดมากนักจึงจอดรถได้อย่างสะดวกสบาย แล้วเดินไปตลาดเช้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

ที่ตลาดวัดสวนมะม่วงนี้ นอกจากจะเปิดขายกันในช่วงเช้าแล้ว ในช่วงเย็นตั้งแต่ประมาณ บ่าย 3 โมง เป็นต้นไป ก็จะเปิดขายในช่วงเย็นกันอีกรอบหนึ่งแต่ไม่ค่อยคึกคัก และสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายไม่สดใหม่เหมือนช่วงเช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล และผักต่างๆ

จุดชมวิวเนินนางพญา จันทบุรี

จุดชมวิวเนินนางพญา

เป็นจุดชมวิวที่มีคนพูดถึงมากที่สุด ถือเป็นหนึ่งใน เส้นทางชวนฝัน (Dream Destination) บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จุดที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก ได้เห็นวิวชายฝั่งทะเลแบบกว้างๆ และถนนโค้งสวยๆ ริมชายฝั่งทะเล ราวกับวิวต่างประเทศ โดยจุดชมวิวเนินนางพญานั้น ตั้งอยู่บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต แถวบริเวณหาดคุ้งวิมาน ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี

จุดชมวิวเนินนางพญา เป็นจุดชมวิวริมทาง ที่มีการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ได้ชมทัศนียภาพริมฝั่งที่เป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ ของเนินเขาริมชายฝั่ง บริเวณจุดชมวิวนี้ ด้านหนึ่งสามารถมองเห็นแหลมส่วนที่เป็นปลายด้านหนึ่งของอ่าวคุ้งกระเบน และอีกด้านหนึ่งเป็นจุดที่ได้ชมช่วงของถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ที่โค้งเป็นรูปตัวเอส (S) ที่ถือว่าเป็นช่วงที่สวยที่สุด

เมื่อมาถึงบริเวณจุดชมวิวเนินนางพญา จะมีลานจอดรถอยู่ทางฝั่งหนึ่งของถนน หากนำจักรยานมา ก็จอดบริเวณที่จอดจักรยานริมถนนได้เลย ส่วนของจุดชมวิวจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลานจอดรถ มีป้ายบอกไว้อย่างชัดเจน มีทางเดินปูด้วยอิฐสวยงาม สะอาดตา มีบันไดทางขึ้นไปยังเนินเตี้ยๆ ที่เป็นจุดชมวิว 2 จุด บันไดทางขึ้นกว้าง ไม่ชันมาก เดินยังไม่ทันเหนื่อย ก็ถึง

ตรงบริเวณจุดชมวิวแห่งนี้ นอกจากจะได้เห็นวิวสวยๆ ยังเป็นสถานที่สนับสนุนให้คู่รักได้มาเที่ยว เพื่ออธิษฐานให้ความรักคงมั่นนิรันดร ดังป้ายคำกลอนที่ติดอยู่ว่า

“เนินนางพญาแห่งนี้ที่รวมใจ คู่รักใดปรารถนารักคงมั่น
ร่วมดวงจิตอธิษฐานสัญญากัน คล้องสองใจรักมั่นนิรันดร”

หากคู่รักคู่ไหนต้องการคล้องใจสานใยรักแบบหนังเกาหลี ก็สามารถนำกุญแจมาคล้องไว้ที่ราวรั้วลวดสลิง ที่อยู่ตรงจุดชมวิวได้

นอกจากนี้ จุดชมวิวเนินนางพญา ยังเป็นจุดหมายปลายทางในฝัน สวรรค์ของนักปั่นจักรยาน เป็นเส้นทางปั่นจักรยานบรรยากาศริมทะเล ได้เห็นวิวสวยๆ และมีเลนพิเศษสำหรับจักรยาน บริเวณไหล่ทางของถนนทั้งสองฝั่ง ทาสีแดง พร้อมมีสัญลักษณ์เลนจักรยานไว้ให้เห็นอย่างเด่นชัด

สำหรับช่วงวันหยุด บริเวณจุดชมวิวเนินนางพญาจะค่อนข้างคึกคัก มีผู้คนแวะเวียนมาชมวิว เดินเล่น ถ่ายรูป กันมากมาย

หากใครมาเที่ยวช่วงกลางวันในช่วงที่ แดดจัด ฟ้าใส ก็จะได้รูปทะเลสีครามสวยๆ เห็นวิวชายฝั่งทะเล โค้งรับตามเส้นทางถนนเฉลิมบูรพาชลทิตส่วนที่ติดกับเขาริมทะเล หากแวะมาในช่วงเย็น ก็จะได้ดื่มด่ำบรรยากาศโรแมนติก ประทับใจกับแสงทไวไลท์ของท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์ลาลับ ถ่ายภาพพระอาทิตย์หล่นหายไปในท้องทะเล
สิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณจุดชมวิวเนินนางพญา มีลานจอดรถสำหรับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และจักรยาน บริเวณไหล่ทาง มีช่องสำหรับจอดจักรยาน และเลนจักรยานทาด้วยสีแดงอิฐมองเห็นเด่นชัด ส่วนด้านบนของจุดชมวิว มีศาลานั่งพักผ่อน บริเวณจุดชมวิวมีร้านค้าไม่หลากหลายนัก ช่วงวันหยุดมีเพียงพ่อค้า แม่ค้า มาตั้งของขายตามรายทางบ้าง เช่น ผลไม้ ตามฤดูกาล ไอศครีม อาหารทะเลแห้ง ของขบเคี้ยว ขนม น้ำและเครื่องดื่มต่างๆ หรือใครอยากลองชิมปลาหมึกแดดเดียว ที่เข็นขาย แขวนปลาหมึกอยู่บนราว เหมือนกับปลาหมึกแห้งย่าง ก็ที่มีบริการย่าง รับประทานกับน้ำจิ้มแซบ กันตรงนั้นเลย

ข้อแนะนำ
– เหมาะแก่การมาพักผ่อน ชมวิวในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนพฤษภาคม
– ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ที่มายังจุดชมวิวเนินนางพญา ถนนดี ขับขี่ง่าย ขึ้นเขาแบบไม่สูงชันมาก อาจมีช่วงทางโค้งบ้าง
– ผู้ที่ขับรถยนต์ควรระมัดระวังผู้ใช้ทางจักรยานด้วย ไม่ควรขับขี่ด้วยความเร็ว หรือขับเข้าไปในเลนจักรยาน
– รถจักรยาน ควรขี่ในเลนที่กำหนด ไม่ควรขี่ย้อนศร
– ควรจอดรถในบริเวณจอดรถ ไม่ควรจอดริมถนน หรือล้ำเข้าไปในถนน หรือจอดซ้อนคัน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้
– บริเวณจุดชมวิว ไม่ควรปีนป่ายออกนอกรั้ว เพราะอาจเกิดอันตรายได้
– บริเวณลานจอดรถ มีบ้านพัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ (ดำเนินการโดยเอกชน)

การเดินทางไปเนินนางพญา
ห่างจากแหลมเสด็จ – อ่าวคุ้งกระเบน ประมาณ 12 กิโลเมตร
ห่างจากอำเภอแหลมสิงห์ ประมาณ 35-40 กิโลเมตร
ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี ประมาณ 30 กิโลเมตร

เส้นทางที่สะดวกที่สุดในการเดินทางมายังบริเวณหาดคุ้งวิมาน และจุดชมวิวต่างๆ คือเส้นสุขุมวิท (หมายเลข 3) แล้วเลี้ยวเข้ามายังเส้น 3399

อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ

อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ

มีเนื้อที่ประมาณ 36,444.05 ไร่ หรือ 58.31 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าเขาคิชฌกูฏหรือเขาพระบาท ท้องที่ตำบลตะเคียนทอง ตำบลฉมัน ตำบลพลวง และตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2520 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 14 ของประเทศไทย

อุทยานฯ เขาคิชฌกูฏ มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงชัน เกิดจากการดันตัวของเปลือกโลก หินฐานเป็นหินอัคนีพวกหินแกรนิต ยุคจูแรสสิค มีอายุประมาณ 135-180 ล้านปี แนวสันเขาวางตัวไปในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ มียอดเขาพระบาทเป็นภูเขาสูงสุด สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,085 เมตร นับเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำห้วยที่สำคัญ เช่น คลองกระทิง คลองตะเคียน คลองทุ่งเพล คลองพลวง เป็นต้น ลำน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำจันทบุรี
หากคุณได้ลองเดินทั่วพื้นที่อุทยานฯ เขาคิชฌกูฏ ก็จะค้นพบว่าที่นี่สามารถแบ่งสภาพป่าได้ 2 ประเภท คือ ป่าดิบชื้น ที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานฯ และป่าดิบเขา จะพบได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 800 เมตรขึ้นไป และจะพบเฉพาะบริเวณยอดเขา เช่น เขาพระบาทพลวงนั่นเอง ด้วยความสมบูรณ์ของสภาพป่าที่นี่ยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ค่อนข้างชุกชุมมาก มีสัตว์ใหญ่ประเภท ช้าง กระทิง เสือปลา หมีควาย
มาเที่ยวอุทยานฯ เขาคิชฌกูฏ ทั้งทีต้องไม่พลาดชมความงามของน้ำตกกระทิง น้ำตกคลองช้างเซ น้ำตกคลองไพบูลย์ ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของหินก้อนใหญ่ และเรื่องราวความศรัทธาของชาวพุทธศาสนาเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏ แต่ก่อนที่จะขึ้นไปชมความงามและความมหัศจรรย์บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้น ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวชมน้ำตกสวยที่อยู่ในพื้นที่อุทยานฯ กันก่อนดีกว่า เริ่มจากน้ำตกกระทิง น้ำตกที่มีความสูงถึง 13 ชั้น อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ เพียง 500 เมตร แต่ละชั้นมีความสวยงามต่างกัน ชั้นที่ 8 และ ชั้นที่ 9 เป็นชั้นที่สวยที่สุด มีแอ่งน้ำใสให้นักผจญภัยได้ลงเล่นน้ำได้ทั้งสองชั้นด้วย